post

เอฟเวอร์ตันเดิมพันครั้งสำคัญกับมาร์โก ซิลวา

เอฟเวอร์ตันคืออีกหนึ่งสโมสรในเมืองลิเวอร์พูล และเป็นสโมสรที่เก่าแก่ลำดับต้น ๆ ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ โดยมีอายุกว่า 141 ปีแล้วในปัจจุบัน เป็นทีมที่มีฐานแฟนบอลเหนียวแน่นและประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมหนึ่งในเกาะอังกฤษโดยคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 (พรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน) ได้ถึง 9 สมัย, เอฟเอคัพอีก 5 ครั้ง รวมถึงแชมป์คัพ วินเนอร์คัพอีก 1 ครั้ง    มีนักเตะระดับตำนานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแกรี่ลินิเกอร์, พอล แกสคอยน์ ฯลฯ แต่หลังจากที่ห่างหายความสำเร็จไปเป็นเวลานาน แฟนบอลทอฟฟี่สีน้ำเงินดูจะกลับมามีความหวังอีกครั้งหลังจาก “ฟาฮาด โมชิรี” นักธุรกิจมหาเศรษฐีผู้รักฟุตบอลชาวอิหร่านเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสร

การเสริมทัพยอดเยี่ยม

“ฟาร์ฮาด โมชิริ” เจ้าของสโมสรคนปัจจุบันมีทรัพย์สินกว่า 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ เขาทำให้สโมสรที่เคยเป็นหนี้สินแห่งนี้ กลายเป็นสโมสรที่ร่ำรวยติดอันดับในยุโรปทันที แต่นั้นคงไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เขาทำเพื่อเอฟเวอร์ตันอย่างจริงใจ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงสนามกูดิสัน ปาร์คให้ทันสมัย และรองรับแฟนบอลได้มากขึ้น การจ้างทีมงานบริหารที่มีความเป็นมืออาชีพสูง และการซื้อนักเตะเข้ามาร่วมทีมในฤดูกาลนี้ที่ได้รับการชื่นชมจากสื่อและแฟนบอลเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออังเดร โกเมสจากบาร์เซโลน่ามาร่วมทัพอย่างถาวรด้วยราคาเพียง 22 ล้านปอนด์, ฟาเบียน เดลฟ์ มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษจากแมนฯซิตี้, ฌิบริล ซิดิเบ้ แบ็คฝีเท้าดีจากโมนาโก, มอยเซ่ คีน กองหน้าดาวรุ่งจากยูเวนตุสและอเล็กซ์ อิโวบี้ปีกดาวรุ่งจากอาร์เซนอล ซึ่งแม้ในบางรายจะไม่ได้เปิดเผยค่าตัวแต่คาดว่าค่าตัวรวมกันมากกว่า 100 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

ฤดูกาลที่ 2 กับมาร์โก ซิลวา

มาร์โก ซิลวาวัย 42 ปีเป็นโค้ชชาวโปรตุเกส สร้างชื่อกับการคุมทีมฮัลล์ ซิตี้ก่อนย้ายมาคุมวัตฟอร์ดและเอฟเวอร์ตันในปัจจุบัน เป็นผู้จัดการทีมดาวรุ่งที่น่าจับตามองคนหนึ่งในวงการลูกหนังอังกฤษ แต่การคุมทีมเอฟเวอร์ตันย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อเป้าหมายสูงสุดของทีมคือการไปเล่นฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ถึงเวลาที่มาร์โก ซิลวาจะต้องแสดงฝีมือให้ทุกคนเห็นได้เห็นว่าตัวเขามีดีแค่ไหน หลังจากได้คุมเอฟเวอร์ตันที่มีองค์ประกอบดีกว่าทุกทีมที่เขาเคยคุมมา หรือไม่เวลาของเขาก็อาจจะเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ปัจจุบันเอฟเวอร์ตันอยู่ในอันดับที่ 6 ร่วมกับ อาร์เซนอล โดยมีแต้มห่างจากจ่าฝูงลิเวอร์พูลอยู่ 5 คะแนน พวกเขาเก็บชัยชนะได้ 2 นัดเสมอ 1 นัดและพ่ายแพ้ต่อแอสตัน วิลล่าที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาอย่างน่าเสียดาย หลังจบฤดูกาลเราคงได้รู้ว่าการทุ่มเงินเสริมนักเตะอย่างมหาศาลของโมชิริจะให้ผลตอบแทนอะไรกับพวกเขาบ้าง และปีหน้าเอฟเวอร์ตันยังคงมีผู้จัดการทีมที่ชื่อ “มาร์โก ซิลวา” อยู่อีกหรือไม่?

 

post

ปีหน้าของหงส์แดง การเดินทางต่อของเจอร์เก้น คล็อปป์และลูกทีมปัจจุบัน

ด้วยผลงานดีขึ้นต่อเนื่องตลอดการทำทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ ลิเวอร์พูลได้เดินมาถึงจุดที่พวกเขาสามารถพูดได้ว่าพวกเขาเป็นหนึ่งในทีมสุดยอดของยุโรปได้อีกครั้ง การเข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศของรายการยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก และการเบียดแย่งแชมป์กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ต้องวัดกันจน 90 นาทีสุดท้าย ไม่ว่าจะจบฤดูกาลด้วยการได้ถ้วยอีกครั้งหรือไม่ก็ตาม มันน่าสนใจว่าปีหน้าลิเวอร์พูลจะดียิ่งกว่านี้ได้อย่างไรดี

เดือนตุลาคมของฤดูกาล 2015 คล็อปป์ถูกดึงมาแทนที่แบรนดอน ร็อดเจอร์ แม้อันดับในลีก เขาพาทีมเข้าป้ายอันดับ 8 แต่ก็เข้าชิงลีกคัพ และยูโรป้า คัพได้

สองฤดูกาลต่อมาคล็อปป์สร้างทีมด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดัน ทีมสามารถกลับไปเล่นแชมเปี้ยนลีกได้อีกครั้งด้วยการจบอันดับที่ 4 และเพียงการทำทีมเต็มฤดูกาลที่สอง เจอร์เก้น คล็อปป์ก็ส่งลิเวอร์พูลกลับไปสู่เกมนัดชิงถ้วยยุโรป แม้จะพ่ายเรอัล มาดริดในท้ายที่สุด แต่ค่ำคืนที่แอนฟิลด์ก็กลายเป็นเครื่องหมายสำคัญของทีมได้อีกครั้ง

หลังจบฤดูกาล 2017/2018 สามประสานแดนหน้าของลิเวอร์พูลกลายเป็นที่เกรงขามไม่เพียงแค่บนเกาะอังกฤษ แต่พวกเขาสั่นสะเทือนยุโรปด้วยเกมรุกอันบ้าคลั่ง เมื่อรวมกับการทุ่มซื้อผู้เล่นกองหลังอย่างเวอร์กิล ฟาน ไดจ์มาอุดรูโหว่ซึ่งได้ผลดีเยี่ยม ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่ดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา สิ่งที่เกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2018/2019 คือการเติมจิ๊กซอว์ที่ควรต้องทำ นายทวารฝีมือดีที่จะสร้างความอุ่นใจให้เพื่อนร่วมทีมและแฟนบอล อลิสซง เบ็คเกอร์จากโรม่า, กองหลังตัวรับจากโมนาโก ฟาบินโญ่, ตัวรุกเทคนิคดีอย่างเชอร์ดาน ชากิรี่จากเซาท์แธมตัน และนาบี้ เกอิต้าจากอาร์แบ ไลป์ซิกส์

ลิเวอร์พูลเดินหน้าอย่างต่อเนื่องด้วยการเล่นที่รัดกุมกว่าเก่า แต่ยังเฉียบคมไม่แตกต่างไปจากเดิม จนก้าวขึ้นมาครองจ่าฝูงได้ในช่วงเวลาหลังคริสต์มาส เบียดแมนเชสเตอร์ ซิตี้ให้กลายเป็นผู้ตามได้บ้าง จากนั้นการขับเคี่ยวสุดมันส์แบบเกมต่อเกมก็เริ่มต้นขึ้น

เจอร์เก้น คล็อปป์มีการปรับเปลี่ยนแผนการเล่นอยู่หลายครั้ง ตอนนี้เขาสามารถมั่นใจในทีมหลายๆ ตำแหน่ง ผู้รักษาประตูอย่างอลิสซง เบ็คเกอร์ที่ไว้วางใจได้ กองหลังภายใต้การบัญชาการของฟาน ไดจ์ แบ็คสองข้างที่เดินเกมและเปิดบอลได้ลุ้นทั้งเทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์และแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน กองกลางที่เก็บบอลได้เหนียวแน่นอย่างไวนัลดุม สามประสานกองหน้าที่มีตัวทดแทนกัน มันดูน่าพึงพอใจ แต่ยังไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุด

สิ่งที่คล็อปป์ต้องทำคือการหารูโหว่ในทีมชุดนี้ให้เจอ รูที่ต้องอุดเพื่อก้าวขึ้นไปให้สูงกว่า ตำแหน่งนายทวารเบอร์สองที่ไว้วางใจได้มากกว่าซิมง มินโญเล่ต์ กองหลังตัวกลางที่จะมายืนคู่กันกับเวอร์กิล ฟาน ไดจ์ วิงแบ็คตัวเลือกที่สองทั้งฝั่งซ้ายและขวาในยามที่ผู้เล่นบาดเจ็บ กองกลางพรสวรรค์ที่จะพาบอลทะลุทะลวงขึ้นไปสร้างอันตรายช่วยสามแนวรุก และกองหน้าตัวเป้าที่ฝากความหวังได้มากกว่าผู้เล่นอย่างดิว็อก โอริกี

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันกับการเสริมทัพคือการวางแผนสร้างนักเตะขึ้นมาเสริมรุ่นพี่ ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรที่มีอะคาเดมี่ยอดเยี่ยมที่สุดทีมหนึ่ง ตอนนี้ผู้เล่นของพวกเขาจำนวนไม่น้อยกระจายเล่นให้กับหลายสโมสรบนเกาะอังกฤษ​ทั้งในลีกแชมเปี้ยนชิพ และลีกสก็อตแลนด์ คล็อปป์จำเป็นต้องมีเวทีในทีมชุดใหญ่ให้เด็กเหล่านี้ที่ถูกประเมินว่าพร้อมเลื่อนชั้นตัวเอง

สิ่งที่สำคัญของเจอร์เก้น คล็อปป์กับลิเวอร์พูลมีสองอย่างในฤดูกาลหน้านั่นคือ การแสดงให้เห็นความแข็งแกร่งสมเป็นหนึ่งในทีมแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง และสองคือการเดินทางเข้าสู่นัดชิงแชมเปี้ยนลีกให้ได้อีกรอบ และต่อให้ทำได้ก็อาจจะแค่ดีเหมือนเดิมเท่านั้น เพราะมันจะดีกว่าเดิมก็ต่อเมื่อลิเวอร์พูลคว้าทั้งสองแชมป์มาครองได้

 

post

เมื่อพรีเมียร์ลีกอังกฤษยังยืนยันความเป็นลีกเบอร์หนึ่ง

สถานการณ์ฟุตบอลลีกยุโรปเดินทางสู่ช่วงท้ายของฤดูกาล 2019 ในขณะที่บรรดาลีกอื่นๆ ของยุโรปทยอยได้แชมป์กันไป พรีเมียร์ลีกกลับยังอยู่ในช่วงเวลาบดบี้หาแชมป์อยู่เลย ยิ่งสองทีมทั้งลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ต่างผลัดกันพลิกแซงขึ้นเป็นจ่าฝูงแบบแฟนบอลก็ได้แต่เสียวไส้หายใจหายคอไม่ทันตามไปด้วย

เคยมีการตั้งคำถามว่าทำไมลีกฟุตบอลของอังกฤษถึงได้กลายเป็นลีกเบอร์หนึ่งสำหรับแฟนบอลมาโดยตลอด ทำไมมันเป็นลีกที่ทำเงินรายได้จากสปอนเซอร์ได้มากมาย ทำไมมันได้รับความนิยมระดับที่ค่าลิขสิทธิ์สำหรับถ่ายทอดสดนั้นลีกอื่นสู้ไม่ได้ ทั้งที่สโมสรฟุตบอลจากอังกฤษไม่ใช่เบอร์หนึ่งของวงการฟุตบอล ผู้เล่นเบอร์หนึ่งของโลกก็ไม่ได้เล่นในลีกนี้ รวมถึงอังกฤษก็เป็นแค่ชาติที่ไม่ประสบความสำเร็จในฟุตบอลระดับนานาชาติด้วยซ้ำ คำตอบอยู่ที่ลีกอังกฤษสู้กันได้ถึงพริกถึงขิงกว่าใครเพื่อนนี่เอง

ต่อให้ไม่ใช่แฟนบอลอังกฤษ ​แต่ทุกคนที่ชื่นชอบการดูฟุตบอลย่อมรู้สึกได้ว่าในพรีเมียร์ลีก พวกเขาสู้กันอย่างเอาจริงเอาจังมากกว่า ตลอด 27 ปีของพรีเมียร์ลีก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดประกาศศักดาคว้าชัยไปเกือบครึ่งหนึ่งคือเป็นแชมป์ 13 ครั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเป็นทีมที่เหนือกว่าใคร เพราะเส้นทางการได้แชมป์ในแต่ละปีนั้นไม่ได้ง่ายดาย ช่วงทศวรรษที่ 2000 (ฤดูกาล 2000/2001-2009/2010) แม้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะยังคงเป็นทีมที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้มากที่สุด แต่พวกเขาก็ต้องเผชิญกับการมีคู่แข่งสำคัญที่คอยเบียดคอยแซะให้หล่นจากบัลลังก์สโมสรเบอร์หนึ่งของเกาะซึ่งเรียกรวมกันว่าเป็นท็อปโฟร์ได้แก่ อาร์เซนอล เชลซีและลิเวอร์พูล สามทีมนี้ต่างสร้างทีมขึ้นมาเบียดสู้ในเส้นทางสู่แชมป์ สองทีมจากลอนดอนต่างทำได้สำเร็จ ส่วนลิเวอร์พูลทำได้แค่เกือบ แต่เหนืออื่นได้ ทั้งสี่ทีมนี้ต่างยึดตำแหน่งที่ 1-4 ของตารางขนาดได้เสมอ ยิ่งจากฤดูกาล 2005/2006-2008/2009 เป็น 5 ฤดูกาลที่พวกเขาไม่เคยหลุดจาก 4 ทีมแรก

เป็นลีกอื่นความต่างชั้นของสโมสรนับวันมีแต่จะยิ่งห่าง แต่ไม่ใช่ที่พรีเมียร์ลีก เมื่อก้าวเข้าทศวรรษที่ 2010 (ฤดูกาล 2010/2011-ปัจจุบัน) สโมสรหน้าใหม่อีก 2 ทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่ก้าวขึ้นมาสู้ด้วยการทุ่มเงินของเจ้าของสโมสรรายใหม่ ผู้เล่นชั้นยอดที่ถูกกวาดเข้าสู่สโมสรพาทีมเฉือนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงเวลาก่อนเสียงนกหวีดจบฤดูกาล 2011/2012 และไม่เคยพลาดอันดับ 1-4 ตั้งแต่ขึ้นทศวรรษนี้มา หรือสเปอร์ที่มักจะป้วนเปี้ยนอยู่ในลำดับที่ 5-8 ทุกฤดูกาลก่อนนั้นได้ก็ยกตัวเองมาอยู่ในอันดับที่ 5 อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งขยับขึ้นมาเป็นทีมในโควตาแชมเปี้ยนส์ลีกได้ตลอดสี่ปีหลังสุด พวกเขาสถาปนาการแข่งขันในกลุ่มบิ๊กซิกส์ขึ้นมาแทนท็อปโฟร์

เมื่อกวาดตามองไปทั่วยุโรป การจะหาลีกที่มีการแข่งขันดุเดือดมากขนาดนี้ได้ยากมาก แต่ละลีกต่างมีทีมที่ผูกขาดการเป็นแชมป์อยู่เพียงทีมเดียว อย่างเยอรมันทุกปีก็ยังคงเป็นบาเยิร์น มิวนิค หรืออิตาลีก็มียูเวนตุส การมีทีมอื่นแซงคว้าแชมป์ได้ก็เป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน หรืออย่างในสเปนกับฝรั่งเศสเองก็จะมีแค่ 2-3 ทีมที่ได้ลุ้น แต่สุดท้ายทีมได้แชมป์ก็ไม่พ้นสโมสรเดิมๆ กลับกันเมื่อย้อนมองไปยังพรีเมียร์ลีก ทุกสโมสรต่างได้ลุ้นเบียดสู้กันอยู่ทุกเวลา ความเชื่อที่ว่าสามารถเป็นแชมป์ได้หมุนเวียนอยู่ในมือทีมเหล่านี้ แต่ไม่ได้แปลว่าปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อสโมสรที่คนไม่คาดคิดอย่างเลสเตอร์ ซิตี้ยังสามารถเบียดขึ้นมาคว้าแชมป์ที่คนเอาใจช่วยทั้งโลก

แมนเชสเตอร์ ซิตี้และลิเวอร์พูลทำแต้มเบียดกันไปมาตลอดตั้งแต่เปิดฤดูกาลจนถึงท้ายฤดูกาล 2019 ตราบที่ไม่หมดเสียงนกหวีดจบเกมนัดที่ 38 ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2019 การลุ้นแชมป์ก็ยังไม่จบ และแม้สุดท้ายจะได้ผลแพ้ชนะว่าใครครองแชมป์ไปได้ หลังจบเกมแฟนบอลก็คงจะกล่าวถึงฤดูกาลนี้ในฐานะความมันส์อันดับหนึ่งของลีกจากทั่วยุโรปประจำปีอย่างแน่นอน

 

ความเป็นไปได้ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้จะกลับมาป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก

การเป็นแชมป์นั้นยาก แต่การป้องกันแชมป์นั้นยากยิ่งกว่า ประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ผ่านมามีเพียงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและเชลซีแค่สองทีมเท่านั้นที่สามารถทำได้ แต่หนหลังสุดมันก็เกิดขึ้นตั้ง 9 ฤดูกาลมาแล้ว และตอนนี้แชมป์เก่าเรือใบสีฟ้าก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็นทีมที่สามป้องกันแชมป์ได้สำเร็จหรือไม่

ต้นเดือนธันวาคมราคาต่อรองแชมป์ยังเป็นของเรือใบที่เหนือกว่าหงส์แดง แต่หลังหมดเดือนธันวาคม แมนเชสเตอร์ ซิตี้หลุดจากจ่าฝูงไปเป็นเพียงอันดับสอง มีช่องว่างคะแนนห่างจากคู่แข่งแย่งแชมป์และจ่าฝูงอย่างลิเวอร์พูล 7 คะแนน บ่อนพนันมองความเป็นไปได้ใหม่ให้หงส์แดงเป็นต่อ เรือใบสีฟ้าจึงมีงานใหญ่ในการลดช่องว่างระหว่างกันให้น้อยลง โดยเฉพาะเกมบิ๊กแมทช์ที่เจอกันเองตอนต้นเดือนมกราคม และพวกเขาก็ทำได้ตามตั้งใจ ปัจจุบันช่องห่างคะแนนอยู่ที่ 4 แต้ม มากพอที่จะมีลุ้นแซงกลับมา

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้สามารถป้องกันแชมป์ได้คือการที่พวกเขายังคงเป็นทีมที่มีเกมรุกดุดัน กองหน้าและกองกลางฝีเท้าจัดจ้าน สถิติการยิงประตูคู่แข่งแบบถล่มทลายหลายต่อหลายนัด การเอาชนะเกมรับที่แพ็คแน่นของที่ทีมเผชิญหน้าด้วย มันแสดงให้เห็นว่าฤดูกาลที่แล้วนั้น การที่พวกเขาเก็บแต้มได้สูงสุดเป็นสถิติใหม่ของลีกที่ 100 คะแนนเป็นผลจากมันสมองและระบบของเป๊บ กวาร์ดิโอล่าโดยแท้

แต่ว่าปัจจัยส่วนตัวเพียงอย่างเดียวไม่พอ เพราะแม้แมนเชสเตอร์ ซิตี้จะออกสตาร์ทได้ดี เก็บชัยชนะได้และแพ้ยาก ผู้เล่นสำคัญอย่างเควิน เดอ บรอยน์หรือดาบิด ซิลบาบาดเจ็บก็ไม่กระทบต่อการจัดทีม ปัญหาของพวกเขาดันเป็นเรื่องที่คู่แข่งอย่างลิเวอร์พูลเสริมทัพมาได้แข็งแกร่งกว่า ใครจะไปรู้ว่าลิเวอร์พูลจะกลายเป็นทีมที่ชนะชัวร์และแพ้ยาก คู่แข่งของพวกเขามาแบบประตูเหนียว หลังแน่น กลางดี หน้าเด่น และเล่นแทบจะไม่พลาดเลย

ตอนนี้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ต้องมานั่งภาวนาให้คู่แข่งสะดุดบ้าง พวกเขาทำงานที่ต้องทำคือการเอาชนะในเกมที่เอติฮัด สเตเดี่ยมได้แล้ว งานเดียวที่ทำได้คือชนะและกดดันไปจนกว่าอีกฝ่ายจะพลาดสักสองหรือสามเกมแล้วตัวเองก็แซงกลับมา แต่ปัญหาคือเมื่อไหร่และใครจะมีดีพอที่ทำแบบนั้น ต้องยอมรับว่าปีนี้หงส์แดงมีผลงานเจอทีมเล็กดีมาก พวกเขาไม่พลาดให้แต้มทีมที่ด้อยกว่าเลย แถมยังเก็บไม่หนึ่งก็สามแต้มจากทีมใหญ่ๆ ได้ทั้งหมด แม้กระทั่งแพ้ก็แพ้แค่ทีมระดับลุ้นแชมป์เท่านั้น แถมตอนนี้ลิเวอร์พูลก็เหลือแค่สองรายการใหญ่ให้ลงเล่นคือพรีเมียร์ลีกกับแชมเปี้ยนลีก ขณะที่เรือใบมีเกมถึงสี่รายการในมือที่ต้องเล่น

เป๊บ กวาร์ดิโอล่าเข้าใจดีว่าสโมสรต้องการทุกเกียรติยศเพื่อยกระดับสโมสรขึ้นมาให้ทัดเทียมทีมใหญ่ที่มีเกียรติประวัติสูงกว่า การได้ถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกแล้วก็เป็นแค่เบอร์หนึ่งในประเทศ แต่สโมสรต้องการก้าวไปเป็นเบอร์หนึ่งในยุโรปบ้าง เช่นกันกับถ้วยรางวัลเล็กน้อยก็ต้องได้มาครอง สุดท้ายเป๊บก็ตัดใจทิ้งถ้วยไหนไม่ได้เลย

ในสถานการณ์ที่ต้องลงเล่นมากรายการ คู่แข่งมีเกมการแข่งขันน้อยกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่ยังคงแข็งแกร่งแต่คู่แข่งก็ไม่ต่างกันแถมอาจจะเล่นเพื่อชัยชนะได้แน่นอนกว่า ถ้าทุกอย่างไม่มีอะไรพลิก ฟันธงได้เลยว่าเรือใบสีฟ้าทำได้แค่ทวงแชมป์คืนปีหน้าเท่านั้น