post

สิงโตน้ำเงิน(หนุ่ม)คำราม

หนึ่งในฤดูกาลที่แสนยากลำบากของสิงโตน้ำเงินครามเชลซีในยุคกุนซือใหม่ถอดด้ามอย่าง “แฟรงค์แลมพาร์ด” ต้องประสบกับความยากลำบากก่อนเริ่มฤดูกาล เมื่อทีมถูกลงโทษห้ามซื้อนักเตะ เนื่องจากทำผิดกฎฟีฟ่า ทั้ง ๆ ที่ทีมเพื่อนร่วมเมืองหลวงและอีก 2 ทีมจากแมนเชสเตอร์ทุ่มเงินกันทีมละหลักร้อยล้านปอนด์ซื้อนักเตะใหม่กันอิ่มเอมถ้วนหน้า ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ การเสียนักเตะคนสำคัญที่สุดของทีมหลายฤดูกาลอย่างเอแด็นอาซาร์ให้กับเรอัลมาดริดถึงเชลซีจะได้เงินจำนวนมหาศาลถึง 130 ล้านปอนด์แต่ก็ทำได้เพียงเก็บไว้ในกระปุกเท่านั้น และเมื่อการแข่งขันนักแรกในพรีเมียร์ลีกพวกเขาต้องพบกับความพ่ายแพ้ต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดถึง 4-0 นี่มันยิ่งกว่าฝันร้ายชัด ๆ

เล่นดีแต่แต่ไม่มีรางวัล

เชลซีเริ่มต้นฤดูกาลอย่างย่ำแย่ ไม่เพียงแต่ความพ่ายแพ้แบบเละเทะจากถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดพลพรรคสิงห์บลูยังคงต้องหน้าเจื่อนอย่างต่อเนื่องเมื่อพวกเขาต้องมายังต้องมาถูกทีมน้องใหม่อย่างเชฟฟิลด์ยูไนเต็ดและจิ้งจอกสยามเลสเตอร์ตามตีเสมอในบ้าน โดยเฉพาะการพบกับทีมดาบคู่ เชลซีเล่นได้เหนือกว่าทุกประตูแถมยังนำไป 2-0 ก่อนมาถูกตีเสมอในที่สุดไม่คาดคิด ในครึ่งเวลาหลัง รวมถึงนัดที่แพ้ต่อลิเวอร์พูลในศึกชิงถ้วยซุปเปอร์คัพด้วยการดวลจุดโทษอย่างโชคร้ายทั้ง ๆ ที่เล่นได้ดีกว่าและได้ประตูนำก่อนเหมือนเดิม อะไร ๆ ก็ดูจะไม่เข้าทางเชลซีเลย แต่สิ่งที่แฟนบอลและนักพนันยังดูจะเชื่อมั่นในทีมของแฟรงค์แลมพาร์ดได้อยู่คือ สไตล์การเล่นที่ดุดัน เร้าใจ และไม่นานการเล่นที่ยอดเยี่ยมดูมีอนาคตในทุกนัดก็เริ่มที่จะตอบแทนพวกเขาบ้างแล้วพวกเขาเริ่มเก็บชัยชนะในเกมเยือนอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะบุกไปเอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตันทีมแกร่งที่ต่อมาสามารถบุกไปเอาชนะแมนเชสเตอร์ซิตี้ได้ถึงเอติฮัด สเตเดี้ยมถึง 2-0 แต่เมื่อกี้หมาป่าต้องมาเจอกับทีมสิงโตหนุ่มอย่างเชลซี เกมจบลงด้วยการพ่ายแพ้แบบหมดรูปของทีมหมาป่าเหลืองดำถึง 2- 5 เชลซีของแฟรงค์แลมพาร์ดมีความมั่นใจกลับมาแล้ว

สิงโตหนุ่มและก็องเต้

จากนักเตะที่แทบจะไม่มีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกเลยอย่างเมสัน เมาท์และแทมมี่ อับราฮัม กับนักเตะในทีมที่เคยไม่เป็นที่ต้องการของเชลซีและทำผิดพลาดตั้งแต่นัดเปิดฤดูกาลเคิร์ท ซูม่าและไม่เป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลในฤดูกาลก่อนอย่างจอร์จินโญ่, เอเมอร์สัน หรือรอสส์ บาร์คลี่ย์ ทุกคนกลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้งและโดยเฉพาะเอ็นโกโล่ก็องเต้ซึ่งได้กลายเป็นนักเตะระดับโลกเต็มตัวไปแล้ว หากทีมสิงห์บลูส์สามารถรักษามาตรฐานการเล่นให้ได้สม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ เป้าหมายการติดท็อปโฟร์ของพวกเขาคงไม่ใช่เรื่องห่างไกลและ เมื่อทีมสามารถซื้อดาวดังได้เมื่อไหร่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้และลิเวอร์พูลคงจะมีคู่แข่งร่วมลุ้นแชมป์เพิ่มขึ้นที่น่ากลัวเพิ่มขึ้นอีกทีม

post

เชลซีสิงโตน้ำเงิน (รอ)คำราม

หลังจากกุนซือชาวอิตาเลียนอันโตนิโอ คอนเต้พาเชลซีทำสถิติคว้าชัยชนะ 12 นัดรวดพร้อมเข้าป้ายคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมากมายในทุกปี ทั้งกุนซือและนักเตะภายในทีม โดยเฉพาะฤดูกาลล่าสุดทีมได้ขายเอแด็ง อาซาร์ไปด้วยค่าตัวสถิติสโมสร 130 ล้านปอนด์ให้แก่เรอัล มาดริดในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล และยังเสียเมาริซิโอ ซาร์รี่กุนซือผู้พาทีมคว้าแชมป์ยูโรป้าคัพเมื่อฤดูกาลก่อนให้แก่ยูเวนตุส วันนี้ทีมต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับกุนซือป้ายแดงที่เป็นตำนานของทีมอย่าง “แฟรงค์ แลมพาร์ด”

เสียอาซาร์ในเวลาที่ติดโทษแบนซื้อ-ขายนักเตะ

การติดโทษแบนซื้อ-ขายนักเตะของเชลซีทำให้ในฤดูกาลนี้พวกเขาไม่สามารถเซ็นนักเตะใหม่ได้เลย แต่ยังถือว่าเป็นโชคดีที่เชลซีมีดาวรุ่งฝีเท้าเยี่ยมอยู่มากมายที่พร้อมขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่อย่างถาวร ทั้งคัลลั่ม ฮัดสัน โอดอยส์, เมสัน เมาท์ และแทมมี่ อับราฮัม จึงนับได้ว่ายังเป็นข่าวดีอยู่บ้าง แม้จะต้องเสียเอแด็ง อาซาร์และดาบิด ลุยซ์ 2 นักเตะหลักในรอบหลายปีของทีมออกไปในช่วงเวลานี้ก็ตาม

เชลซีของแฟรงค์ แลมพาร์ด

การเลือกแฟรงค์ แลมพาร์ดอดีตมิดฟิลด์ผู้เป็นเจ้าของสถิติทำประตูสูงสุดตลอดกาลของเชลซีมาเป็นผู้จัดการทีมนั้น สื่อต่าง ๆ ในอังกฤษและแฟนบอลจำนวนไม่น้อยออกอาการเป็นห่วงว่าอดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษผู้นี้จะเอาชื่อมาทิ้งไว้เสียเปล่า ๆ แลมพาร์ดมีประสบการณ์การคุมทีมน้อยมาก โดยมีเพียงพาทีมดาร์บี้ เคาน์ตี้ทีมระดับแชมเปี้ยนชิพเข้าชิงเพลย์ออฟก่อนพ่ายแพ้ให้แก่แอสตัน วิลล่าอดเลื่อนชั้นขึ้นมาพรีเมียร์ลีกในท้ายที่สุด อย่างไรก็ดีในช่วงเวลา เชลซีที่ติดโทษแบนการซื้อ-ขายนักเตะและเสียนักเตะคนสำคัญของทีมออกไป คงเป็นการยากที่กุนซือมีชื่อเสียงคนอื่น ๆ จะเสี่ยงมาคุมทีมในเวลานี้

เป้าหมายของทีมและการคาดหวังของแฟนบอลเชลซีในฤดูกาลนี้

การเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกโดยการบุกไปแพ้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดถึง 4-0 มันคือฝันร้าย   ดี ๆ นี่เอง และแม้ทีมของแลมพาร์ดจะเล่นได้อย่างดีทีเดียวในแมทช์ต่อมาก็ไม่วายต้องมาพ่ายนัดชิงแชมป์ซุปเปอร์คัพให้แก่     ลิเวอร์พูลด้วยการดวลจุดโทษอีก ทั้ง ๆ ที่ในเวลา120 นาทีพวกเขาควรจะเป็นผู้ชนะเสียมากกว่าด้วยซ้ำ ปัจจุบันพวกเขาเล่นพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ไปแล้ว 4 นัด มี 5 แต้มอยู่ในอันดับที่ 7 ของตารางห่างจากจ่าฝูงลิเวอร์พูล 5 คะแนน หากทีมของแลมพาร์ดยังคงเล่นฟุตบอลได้อย่างกล้าหาญดังเช่นปัจจุบัน การลุ้นโควต้าแชมเปียนส์ลีกที่หวังไว้คงไม่ไกลเกินเอื้อม ดังเช่นฤดูกาลก่อนที่เล่นได้อย่างกระท่อนกระแท่นในบางช่วงเวลา แต่สุดท้ายพวกเขาก็คว้าอันดับ 3 ในลีกและคว้าแชมป์ยูโรป้าคัพได้สำเร็จ