post

นาโปลีกับอนาคตที่สดใสในเวทีแชมเปียนส์ลีก

เอสเอสซี นาโปลี ก่อตั้งเมื่อ 25 สิงหาคม 1926 นาโปลีอาจจะไม่ใช่หนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในอิตาลี แต่นาโปลีกลับเป็นสโมสรที่มีผู้คนสนับสนุนเป็นลำดับต้น ๆ เนื่องจากเมืองเนเปิ้ลหรือนาโปลี (ออกเสียงตามภาษาอิตาลี) เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งในประเทศและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในทางตอนใต้ของอิตาลี นาโปลีจึงเป็นสโมสรขวัญใจแฟนบอลและนักพนันชาวใต้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงานและมีฐานะด้อยกว่าเมืองทางเหนือของอิตาลี

อดีตกับมาราโดน่า

จากสโมสรระดับกลางในกัลโช่ เซเรีย อาอิตาลีทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อมาราโดน่าได้ย้ายจากบาร์เซโลนาสู่นาโปลีด้วยค่าตัวสถิติโลกในเวลานั้น บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นพระเจ้าของชาวอาร์เจนตินาในเวลานั้นไม่ปล่อยให้แฟนนาโปลีต้องรอนาน เขาพาทีมคว้าแชมป์อิตาลีได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร เรียกได้ว่าช็อกวงการพนันบอลทั่วโลก ทั้ง ๆ ที่ลีกอิตาลีในเวลานั้นคือลีกอันดับ 1 ของโลกเต็มที่เต็มไปด้วยนักเตะระดับโลกมากมาย แต่เสียดายที่เวลาดี ๆ ของมาราโดน่าและนาโปลีกลับไม่ยาวนาน ทุกอย่างจบลงที่แชมป์กัลโชที่ชาวเนเปิ้ลภาคภูมิใจ 2 ครั้งก่อนที่มาราโดน่าจะจากลาพร้อมทิ้งปัญหาพร้อมเรื่องวุ่น ๆ หลายอย่างให้กับทีม ซึ่งต่อนาโปลีก็ตกต่ำลงอย่างรวดเร็วจนถึงขั้นเกือบล้มละลายต้องลงไปเล่นในระดับเซเรียซีเลยที่เดียว

ผู้กอบกู้ผู้เขี้ยวรากดิน

เมื่อออเรลิโอ เด ลอเรนติส เจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับภาพยนตร์ได้เข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรนาโปลี แม้ประธานชื่อเรียกยากที่ภาพลักษณ์ดูไม่ใช่วีรบุรุษ แต่เขากลับชุบชีวิตนาโปลีขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะทำให้ทีมกลับมาเล่นลีกสูงสุดอีกครั้ง และยังได้ลุ้นแชมป์อิตาลีทุกปี ได้ไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีกได้เป็นประจำ ด้วยนโยบายการซื้อขายนักเตะที่เขี้ยวลากดินที่ใครๆต่างครั้นคราม นาโปลียุคใหม่มักจะซื้อนักเตะมีชื่อมาด้วย ค่าตัวระดับหนึ่ง ก่อนปล่อยไปด้วยค่าตัวแบบสุดโหด เช่น เอเซเกล ลาเวซซี่หรือเอดิสัน คาวานี่เปลี่ยนนาโปลีที่เคยเป็นทีมถังแตก กลายเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีเงินซื้อนักเตะ ในระดับท็อปของยุโรปด้วยค่าตัวแพงได้เลยทีเดียว

แชมเปียนส์ลีกครั้งกับอันเช่ห

อุปสรรคอย่างหนึ่งของนาโปลีคือเรื่องของโชคที่มักจะไม่เข้าข้างพวกเขาเอาเสียเลย เมื่อมักจะถูกจับสลากไปร่วมกลุ่มกับทีมเต็งแชมป์อยู่เป็นประจำ ก่อนที่ทีมจะต้องตกรอบอย่างฉิวเฉียดหรือไม่ก็โชคร้าย แต่สำหรับโค้ชมากประสบการณ์อย่างอันเชล็อตติแล้วคงจะช่วยนาโปลีได้ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะในนัดแรกของแชมเปียนส์ลีก นาโปลีคือทีมแรกที่ยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้กับลิเวอร์พูลแชมป์เก่าในฤดูกาลนี้เป็นครั้งแรก ด้วยขุมกำลังของทีมที่มีนักเตะชั้นนำอยู่ไม่น้อยไม่ว่าจะเป็นคาลู คูลิบาลี่, ลอเรนโซ่ อินซิเญ่, ฟาเบียน รุยส์ หรือนักเตะใหม่ที่เข้ามาเสริมทีมอย่างคอสตาส มาโนรอสกองหลังทีมชาติกรีซ จากโรม่าและโลซาโน่ดาวเตะเม็กซิโกที่ฟอร์มร้อนแรงในซีซั่นก่อน นาโปลีจึงเป็นอีกหนึ่งทีม ที่เราแนะนำให้เซียนพนันทุกคนจับตามองในแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งบางทีพวกเขานี่แหละคือม้ามืดตัวจริง

post

ดอร์ทมุนด์ห้ามกาชื่อพวกเขาทิ้ง

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก่อตั้งสโมสรเมื่อ 19 ธันวาคม 1909 หรือที่แฟนบอลไทยรู้จักกันในฉายา “เสือเหลือง” แต่ฉายาของพวกเขาจริง ๆ คือ “ผึ้งน้อย” ดอร์ทมุนด์ในปัจจุบันนับได้ว่าเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จลำดับที่ 2 ในบุนเดสลีการองจากบาเยิร์น มิวนิค และเป็น 1 ใน 3 สโมสรในบุนเดสลีกาที่เคยคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกมาแล้ว โดย 2 สโมสรที่ทำได้ก่อนพวกเขาคือบาเยิร์น มิวนิคและฮัมบูร์ก เอสวี หรือที่คนไทยมักจะรู้จักในฉายาสิงห์เหนือ เสือใต้ แต่ฉายาที่สโมสรของพวกเขาตั้งจริง ๆ ของบาเยิร์น มิวนิคคือดาวแห่งแคว้นบาวาเรียหรือเดอะ เรดส์ (The Red) ซึ่งนอกจากเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จที่สุดในบุนเดสลีกาเยอรมันบาเยิร์น มิวนิคยังเป็นสโมสรที่คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกสูงสุดได้ถึง 5 สมัยมากที่สุดในเยอรมันเช่นกัน สำหรับฮัมบูร์กเอสวี แล้วพวกเขามีฉายาที่เก๋ไก๋ไม่ซ้ำใครคือ “แดร์ ไดโน” หรือเจ้าไดโนเสาร์นั่นเอง ตั้งปลุกคือเมืองท่าเมืองใหญ่ของเยอรมันทางตอนเหนือพวกเขาเคยคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพหรือยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ 1 ครั้ง (เท่ากับดอร์ทมุนด์)ในยุครุ่งเรืองด้วยชัยชนะเหนือยูเวนตุส จากประตูชัยของ เฟลิกซ์ มากัธซึ่งต่อมาได้เป็นทั้งกุนซือฮัมบูร์กและบาเยิร์น มิวนิคเช่นกัน

การสนับสนุนของแฟนบอลที่ไม่เป็นสองรองใครของดอร์ทมุนด์

หากพูดถึงความสำเร็จของดอร์ทมุนด์พวกเขาคือ อันดับสองในเยอรมันโดยไม่ต้องสงสัยไม่ว่าจะนับรายการทั้งในประเทศหรือความสำเร็จในยุโรป พวกเขายังเป็นรองบาเยิร์น มิวนิคอีกหลายช่วงตัว แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาเป็นอันดับ 1 ของเยอรมันอย่างแน่นอน และบางทีพวกเขาอาจจะเป็นอันดับ 1 ของโลกด้วยซ้ำนั่นคือการสนับสนุนจากแฟนบอลในเกมส์เหย้า แฟนบอลของดอร์ทมุนด์นั้นเหนียวแน่นและมีความพิเศษอย่างมาก พวกเขาเป็นเจ้าของสถิติการขายตั๋วปีและยอดเฉลี่ยแฟนบอลไงบ้านของตนเองสูงที่สุดในโลก กว่า 60,000 ที่นั่งคือ ตัวเลขที่แฟนบอลแห่กันมาซื้อตั๋วปีของสโมสร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเชียร์ทีมรักในสนามเวสต์ฟาเลน สเตเดียมที่จุคนมากกว่า 84,000 ที่นั่ง ทำรายได้ให้พวกกับเขาอย่างมั่นคงและเป็นกอบเป็นกำที่แม้แต่ทีมใหญ่ ๆ ในยุโรปที่มีสนามที่มีความจุมากกว่าหรือประสบความสำเร็จมากกว่าพวกเขาอย่างเรอัลมาดริด, บาร์เซโลน่า, ยูเวนตุส, แมนฯยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูลก็ยังทำไม่ได้

การผสมผสานของตัวเก๋าและดาวรุ่ง

ดอร์ทมุนด์ได้นักเตะมากประสบการณ์อย่างมัทธ์ ฮุมเมิ่ลส์, มาริโอ เกิทเซ่ รวมกับสตาร์ตัวเก๋าที่มีอย่างมาร์โก รอยส์, อักเซิ่ล วิตเซล, ตอร์กาน อาซาร์และดาวรุ่งของทีมที่ใคร ๆ ก็อยากได้อย่างจอร์ดอน ซานโช่, ยูเลี่ยน บลันด์ดาวรุ่งทีมชาติเยอรมันที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมจากเลเวอร์คูเซ่น ด้วยศักยภาพผู้เล่นที่มีอาจจะไม่เพียงพอต่อการลุ้นทุกแชมป์ในเยอรมันและยุโรปตามที่นักพนันได้คาดการณ์เอาไว้ แต่ลูกทีมของลูเซียง ฟาร์ฟ ก็น่าจะมีติดมือสักแชมป์

กรุ๊ปออฟเดธในแชมเปี้ยนส์ลีก

เป็นอีกครั้งที่ดอร์ทมุนด์ถูกจับสลากมาอยู่ในกลุ่มแห่งความตาย และครั้งนี้พวกเขาต้องพบกับบาร์เซโลน่า, อินเตอร์มิลานและสลาเวีย ปราก ดูเหมือนว่าทีมเลือดหมูน้ำเงินจากสเปนจะเป็นทีมที่มีโอกาสในการเข้ารอบมากกว่าที่สุด ดอร์ทมุนด์น่าจะต้องตัดสินกับอินเตอร์ มิลานเจ้าของแชมป์ถ้วยนี้สามสมัยที่พึ่งได้อันโตนิโอ คอนเต้อดีตนักเตะและกุนซือจากยูเวนตุสทีมคู่ปรับมาคุมทีมเป็นปีแรก เมื่อจบการแข่งขัน 2 นัดแรก ช่วงเวลานั้นโอกาสของพวกเขาจะเริ่มมีมากกว่าทีมงูใหญ่จากอิตาลีเสียแล้ว ถึงแม้ว่าพวกเขาจะทำได้เพียงแค่เสมอกับบาร์เซโลน่า ทีมเต็งของกลุ่มแบบไม่มีประตู แต่ก็สามารถบุกไปเอาชนะสลาเวียปรากได้สำเร็จ ขณะที่ “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลานกลับทำได้แย่กว่าเมื่ิอทำได้เพียงเปิดบ้านเสมอสลาเวียปรากก่อนบุกไปแพ้บาร์เซโลนาคัมป์ นู อย่างน่าเสียดายทั้ง ๆ ที่ทำประตูนำไปก่อน ในแมทช์ถัดไปพวกเขาจะต้องบุกไปเยือนสนามจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่าของอินเตอร์มิลานซึ่งหากดอร์ทมุนด์สามารถเก็บชัยชนะกลับมาได้ เขาคงไม่พลาดโอกาสที่จะเข้ารอบ 2 อีกแล้ว ดอร์ทมุนด์จะกลับไปเป็นม้ามืดอีกครั้งเหมือนที่พวกเขาเคยได้เข้าชิงแบบไม่มีใครคาดหมายและความแชมป์ได้ในที่สุด ถ้าคุณกำลังจะเดิมพันทีมที่จะคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก ไม่ควรตัดทีมนี้ออกอย่างยิ่ง

post

เรอัล มาดริดกับภาคที่ 2 ของซีดาน

เมื่อครั้งที่ฟลอเรนติโน่ เปเรซประธานคนเก่งของเรอัล มาดริดกำลังตกที่นั่งลำบาก หลังกลับมารับตำแหน่งเป็นคำรบที่ 2 เมื่อราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือลูกหม้อของทีมทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ จนถูกปลดออกจากตำแหน่งและแทนที่โดยซีเนดีนซีดาน อัจฉริยะลูกหนังชาวฝรั่งเศสมาคุมทัพต่อจากกุนซือร่างอ้วนชาวสเปน ซีดานซึ่งแทบจะไม่มีประสบการณ์เลย ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ ซีดานได้พาเรอัล มาดริดประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะการพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกได้ถึง 3 ปีติด จนนักพนันหลาย ๆ คนก็ยังคงทุ่มเงินเดิมพันให้กับทีมอย่างเชื่อมั่น โดยผู้เล่นที่แทบจะเป็นชุดเดิม ๆ จากราฟา แต่ในตอนต้นฤดูกาลก่อนซีดานได้จากทีมไปช็อกวงการ โดยท่านประธานได้ดึง “ฆูเล็น โลเปเตกลี” ก่อนที่ “ซานติอาโก้ โซลารี่” กุนซือชาวอาร์เจนติน่าจะเข้ามาคุมทีมเป็นช่วงสั้น ๆ และเป็นซีดานที่กลับมาคุมทีมอีกครั้ง ก่อนจบฤดูกาลก่อน

การกลับมาทุ่มเงินซื้อนักเตะยังมหาศาลอีกครั้ง

เรอัล มาดริดใช้เม็ดเงินไปกว่า 250 ล้านปอนด์ เพื่อคว้านักเตะชั้นยอดเข้ามาร่วมทีมหลายต่อหลายคน โดยเฉพาะเอแด็ง อาซาร์จากเชลซีที่ย้ายมาด้วยค่าตัวถึง 130 ล้านปอนด์กลายเป็นนักเตะค่าตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรคนใหม่ต่อจากแกเร็ธ เบลทันที รวมถึงลูก้า โยวิชกองหน้าสุดฮอตจากแฟรงเฟิร์ตสโมสรดังในบุนเดสลีกาที่ย้ายมาด้วยค่าตัวแพงระยับถึง 55 ล้านปอนด์โดยประมาณ รวมถึงคนอื่น ๆ อย่างเอแดร์ มิลิเตากองหลังจากปอร์โต้, แฟร์ล็องด์ เมนดี้แบ็คซ้ายจากโอลิมปิก ลียง ที่มีค่าตัวประมาณคนละ 30 ล้านปอนด์ และไม่เพียงแต่เท่านั้น ซีดาน ยังต้องการนักเตะอย่างปอล ป็อกบาหรือคริสเตียน อิริคเซ่นเข้ามาเสริมทีมแทนลูก้า โมดริชที่ใกล้จะปลดระวาง รวมทั้งซุปเปอร์สตาร์ทีมชาติฝรั่งเศสคนปัจจุบันอย่างคีเลียน เอ็มบัปเป้ เขาคือนักเตะที่แฟนบอลมาดริดอยากได้มากที่สุด และตัวเขาเองก็เป็นแฟนบอลของมาดริดและมีคริสเตียโน่โรนัลโด้เป็นนักเตะในดวงใจด้วยเช่นกัน

ทีมที่ไม่ลงตัว

การได้ซีดานกุนซือคนเก่งกลับมาคุมทีมอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ดูเหมือนซีดานจะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยเพื่อจะทำให้ทีมลงตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ เมื่อทีมเหลือเพียงคาเซมิโร่เป็นมิดฟิลด์ตัวรับคนเดียว, ยังไม่มีตัวแทนลูก้า โมดริช, นักเตะใหม่ยังมิลิเตาและโยวิชยังต้องใช้เวลาปรับตัวเข้ากับทีมอีกพอสมควร แถมอาซาร์ก็เจ็บตั้งแต่เปิดซีซั่น ทำให้ซีดานต้องกลับไปใช้นักเตะที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมก่อนหน้านี้อย่างฮาเมส โรดริเกซหรือแกเร็ธ เบลลงเล่นร่วมกับคาริม เบนเซม่าซึ่งกลับมาโชว์ฟอร์มได้ดีอีกครั้ง แม้ว่าตอนนี้เรอัล มาดริดจะเป็นจ่าฝูงในลาลีกาด้วยผลงานที่ยังไม่แพ้ใคร ซึ่งสวนทางกับฟอร์มการเล่นของทีมที่เอาแน่เอานอนไม่ได้เลยในแชมเปี้ยนลีก แต่นั่นอาจจะเป็นเพราะคู่ปรับอย่างบาร์เซโลน่าและแอตเลติโก มาดริดยังหาฟอร์มของตัวเองไม่เจอด้วยเช่นกัน

แชมเปี้ยนลีกของซีดาน

ถึงแม้ปัญหาภายในทีมจะยังไม่สามารถแก้ไขได้ ซีดานยังคงมีปัญหากับการคว้าตัวนักเตะที่เขาต้องการ รวมถึงยังไม่สามารถขายนักเตะที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมออกไปได้เลย ทำให้ข้อจำกัดในการทำทีมรวมถึงบรรยากาศในห้องแต่งตัวยังเต็มไปด้วยความคลุมเครือ แต่ถึงอย่างนั้นเรอัล มาดริดของซีดานก็ยังเป็นทีมที่เต็มไปด้วยขุมกำลังที่ยอดเยี่ยมที่พอจะสร้างความมั่นใจคืนให้นักพนันได้อุ่นใจอีกครั้ง และประสบการณ์อันล้นเหลือของนักเตะและผู้จัดการทีม เมื่อรวมกับแผนการอันแยบยลของซีดานซึ่งเคยพิสูจน์ฝีมือมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน คงไม่มีใครมองข้ามราชันย์แห่งยุโรปและหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในโลกและคว้าแชมป์รายการนี้มากกว่าใคร ๆ

post

กรีซมันน์กับถ้วยบิ๊กเอียร์ที่รอคอยในสีเสื้อเลือดหมู-น้ำเงิน

อ็องตวน กรีซมันน์ จอมทัพแห่งทีมชาติฝรั่งเศสผู้พา “เลส์ เบลอส์” ฝรั่งเศส คว้าแชมป์โลกครั้งล่าสุดมาแล้ว ตั้งเป้าคว้าแชมเปียนส์ลีกมาครองให้จงได้ในฤดูกาลนี้ หลังจากอกหักกับทีม “ตราหมี” แอตเลติโก มาดริดมาแล้วในการเข้าชิงถึง 2 ครั้ง 2 ครา ก่อนหน้านี้ หลังเปลี่ยนมาสวมเสื้อเบอร์ 17 ในสี “เลือดหมู-น้ำเงิน” บาร์เซโลน่าด้วยค่าตัวกว่า 120 ล้านยูโรแทนในฤดูกาลล่าสุด

การย้ายทีมในช่วงเวลาสำคัญ

กรีซมันน์ในวัย 28 ปีกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพการเป็นนักเตะของเขา แม้ว่าเขาจะพ่ายแพ้ให้แก่ “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” ของเรอัล มาดริดอย่างเจ็บปวดในทั้ง 2 ครั้งที่ทีม “ตราหมี” ของเขาได้เข้าชิงถ้วยใบใหญ่ที่สุดของยุโรปกับเรอัล มาดริด การตัดสินใจย้ายมาร่วมทัพบาร์เซโลน่าต้นสังกัดใหม่ของเขา ที่เป็นคู่ปรับอันแท้จริงของอดีตทีมคู่แข่งร่วมเมืองอย่างเรอัล มาดริดจึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้แก้ตัวในสิ่งที่เคยผิดพลาดไป รวมถึงการได้ร่วมเล่นเคียงข้างนักเตะแห่งศตวรรษอย่างลิโอเนล เมสซี่ ที่เป็นการท้าทายความสามารถของเขาเป็นอย่างมาก แม้ว่าเมสซี่จะเคยได้แชมป์บิ๊กเอียร์นี้มาแล้ว 2 ครั้ง แต่การพลาดหวังในหลายปีที่ติดต่อกันที่บาร์ซ่าต้องตกรอบอย่างเจ็บช้ำ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งเมสซี่และบาร์เซโลน่าจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขามีเพื่อคว้าแชมป์รายการนี้ให้ได้ โดยมีกรีซมันน์เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของพวกเขา

ความคาดหวังจากแฟนบอลและเพื่อนร่วมทีม

ค่าตัวอันมหาศาลที่บาร์เซโลน่ายอมจ่ายเพื่อแลกกรีซมันน์มาร่วมทีม จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้าที่ของเขาวิธีการอุดช่องว่างขนาดใหญ่ที่เนย์มาร์ได้ฝากเอาไว้ในตอนที่ย้ายออกไปจากถิ่นคัมป์ นู ซึ่งก่อนหน้านี้ “ฟิลลิปเป้ คูตินโญ่” เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติบราซิลก็ยังทำไว้ไม่สำเร็จ และได้ย้ายสวนทางกับเขาไปยังบาเยิร์น มิวนิคโดยการปล่อยยืมพร้อมออปชั่นซื้อขาดทั้ง ๆ ที่เพิ่งมาปีกว่า ๆ ด้วยค่าตัวถึง 146 ล้านยูโรก็ตาม

รวมไปถึงการสร้างความมั่นใจให้กลับเหล่านักพนันที่เป็นแฟนตัวยงของทีมได้ จากการฝากความหวังไว้ที่ตัวเขาในการมาครั้งนี้ ทั้งความสำเร็จต่อทีม และชัยชนะจากการวางเดิมพันของเหล่าแฟนบอลเอง

บทสรุปแห่งความสำเร็จ

ตำแหน่งแชมป์ลา ลีการวมถึงโคปา เดลเรย์ ที่บาร์เซโลน่าคว้ามาได้รวมกันหลายครั้งในสิบปีที่ผ่านมา รวมถึงแชมป์ถ้วยสำคัญอย่างยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกคือทุกรางวัลที่กรีซมันน์ยังไม่เคยได้รับ “บาร์เซโลน่า” ของเขาในตอนนี้ยังเป็นทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะชั้นยอดพร้อมที่จะลุ้นคว้าทุก ๆ แชมป์เหมือนทุก ๆ ปีที่ผ่านมา แต่ทีมกำลังประสบปัญหาเรื่องการปรับตัวของนักเตะเก่าและใหม่ในทีมหลายคน รวมถึงผู้จัดการทีมอย่าง “เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้” ที่ได้รับคำวิจารณ์ในด้านลบจากแฟนบอลบาร์ซ่าจำนวนมาก ทั้งเรื่องสไตล์การเล่นหรือผลการแข่งขันที่ผ่านมา ซึ่งกรีซมันน์จะต้องผนึกกำลังกับเมสซี่และทุกคนในทีมเพื่อฝ่าฟันมันไปให้ได้

 

post

“งูใหญ่” อินเตอร์ มิลานพร้อมล่าแชมป์บิ๊กเอียร์สมัยที่สี่ไปกับคอนเต้

“งูใหญ่” อินเตอร์ มิลานหนึ่งในสโมสรยักษ์ใหญ่จากอิตาลี อดีตแชมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 3 สมัย (ยูโรเปี้ยนคัพเดิม) ภายใต้การคุมทีมของกุนซือคนใหม่ “อันเจโล่ คอนเต้” พร้อมแล้วกับการกลับมาไล่ล่าความสำเร็จในเส้นทางยุโรปอย่างเต็มตัวอีกครั้ง หลังต้องตกรอบเร็วเกินคาดในฤดูกาลก่อนด้วยน้ำมือของทีมรองแชมป์อย่างท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ไปอย่างน่าเสียดาย

เสริมทีมคับคั่ง ตามใบสั่งของกุนซือ

“ซูหนิง” กลุ่มทุนจากจีนเจ้าของสโมสรอินเตอร์ มิลาน ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลและเสริมทัพได้นักเตะตามที่คอนเต้ต้องการแทบทั้งหมด โดยเฉพาะการคว้าตัว “โรเมลู ลูกากู” กองหน้าทีมชาติเบลเยียมจาก “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ด้วยค่าตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรถึง 75 ล้านปอนด์, อเล็กซิส ซานเชสปีกทีมชาติชิลีค่าเหนื่อยแพงจากสโมสรเดียวกัน รวมถึงดาวรุ่งทีมชาติอิตาลีอย่างสเตฟาโน่ เซนซี่, นิโคโล่ บาเรลล่า และดีเอโก้ โกดิน กัปตันทีมชาติอุรุกวัย ผนวกกับขุมกำลังเดิมทำให้ทีมงูใหญ่ในปัจจุบันพร้อมแล้วที่จะต่อกรได้ทุกทีมที่พวกเขาเจอและทุกแชมป์ในรายการที่พวกเขาต้องการ

อยู่กลุ่มแห่งความตาย

“งูใหญ่” อินเตอร์ มิลานโชคไม่ดีนักเมื่อถูกจับมาอยู่ในกลุ่มแห่งความตายอีกครั้ง หลังจากฤดูกาลที่แล้วทีมต้องอยู่ร่วมกลุ่มเดียวกับบาร์เซโลน่า, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ก่อนต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดายด้วยกฎเฮด-ทู-เฮด (ประตูได้เสียเท่ากับสเปอร์ส) ในปีนี้ทีมงูใหญ่ได้ร่วมกลุ่มกับบาร์เซโลน่าหนึ่งในทีมเต็งอีกครั้ง รวมถึงโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์และสลาเวีย ปราก แชมป์จากเช็ก แต่ด้วยขุมกำลังที่เพียบพร้อมกว่าเดิมและฟอร์มการเล่นที่กำลังร้อนแรง โดยทีมงูใหญ่สามารถเก็บชัยชนะได้ 2 นัดรวดตั้งแต่เปิดฤดูกาลกัลป์โซ่ เซเรีย อา อินเตอร์ มิลานจึงน่าจะได้ผ่านเข้ารอบไปได้หากยังลงเล่นด้วยฟอร์มอันแข็งแกร่งเช่นนี้และมีโชคมากกว่าฤดูกาลก่อน

อินเตอร์ มิลาน อีกหนึ่งทีมที่น่าเสี่ยงเดิมพัน

อันที่จริงแล้วจะว่าเสี่ยงก็คงไม่ใช่นัก เมื่อทีมระดับนี้ที่มีทั้งเงินและดาวเตะชั้นนำ การวิเคราะห์คาดเดาผลการแข่งขันในแต่ละนัด สำหรับเซียนพนันบอลด้วยแล้วคงทำได้ไม่ยากนัก เรียกง่าย ๆ ว่า คบงูใหญ่ไม่มีผิดหวังแน่นอน ดังนั้นทีมนี้จึงเป็นอีกทีมที่นักพนันควรจะใส่เงินลงไปเช่นกัน

แชมเปียนส์ลีกกับคอนเต้

“อันเจโล่ คอนเต้” ได้รับการยอมรับกว่าเป็นกุนซือจอมแท็คติกคนนึงในวงการลูกหนังยุคปัจจุบัน เขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในทุกทีมที่เขาคุม เขาประสบความสำเร็จมากมายทั้งยูเวนตุส, ทีมชาติอิตาลี และเชลซี แต่ในแชมเปียนส์ลีกแล้ว คอนเต้ยังไม่เคยคว้าแชมป์ได้เลยในฐานะกุนซือ สำหรับทีมที่เพียบพร้อมไปด้วยประวัติศาสตร์และเงินทองจากกลุ่มทุนซูหนิงอย่างอินเตอร์มิลานในปัจจุบัน ที่พร้อมให้การสนับสนุนคอนเต้ทุกอย่าง นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวดของกุนซืออย่างคอนเต้แน่นอน และอาจจะไม่น่าแปลกใจเลยถ้าอินเตอร์ได้เป็นหนึ่งในทีมที่จะได้ลงชิงชัยใน “อตาเติร์ก สเตเดี้ยม” สนามในกรุงอิสตัลบุล ประเทศตุรกีที่จะเป็นสนามชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปีนี้

 

post

บาเยิร์น มิวนิคกับการทุ่มเงินครั้งประวัติศาสตร์เพื่อแชมเปียนส์ลีก?

บาเยิร์น มิวนิคสโมสรอันดับหนึ่งแห่งบุนเดสลีกา ลีกสูงสุดของเยอรมัน ผู้เป็นเจ้าของสถิติสูงสุดในการคว้าแชมป์ลีกได้ได้ถึง 29 ครั้ง และคว้าแชมป์ติดต่อกันได้ถึง 7 ครั้งใน 7 ปีล่าสุดอีกด้วย ทุบกระปุกครั้งประวัติศาสตร์ของสโมสรแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน ทุ่มซื้อสตาร์ดังแถวหน้าของยุโรปเพื่อลุ้นคว้าแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลนี้ให้จงได้ หลังจากคว้าแชมป์บิ๊กเอียร์ได้ครั้งสุดท้ายในปี 2012-13

การทุ่มเงินซื้อนักเตะครั้งประวัติศาสตร์

บาเยิร์น มิวนิค คือ สโมสรฟุตบอลที่สามารถคว้าแชมป์บุนเดสลีกาเยอรมันและแชมป์เด เอฟเบโพคาลได้มากที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งนั่นดูจะไม่ใช่เป้าหมายสำคัญที่สุดลำดับแรก ๆ ของทีมใหญ่แห่งแคว้นบาบาเรียทางตอนใต้ของเยอรมันเสียแล้ว หลังสโมสรเดินหน้าทุ่มเงินดึงนักเตะชั้นนำอย่างต่อเนื่องโดยคว้าตัว “ลูอิส แฟร์น็องเดซ” กองหลังและแบ็คขวาทีมชาติฝรั่งเศส จากสโมสรแอตเลติโก มาดริด ด้วยค่าตัวแพงที่สุดเป็นสถิติสโมสรถึง 80 ล้านยูโร รวมถึงเบนจาแม็ง ปาวาร์ แบ็คซ้ายทีมชาติฝรั่งเศสเช่นกัน จากสตุ๊ตกาทท์ และทุ่มเงินมากกว่า 100 ล้านยูโร เพื่อขอซื้อเลอรอยด์ ซาเน่ ปีกทีมชาติเยอรมันจากแมนฯซิตี้ ซึ่งน่าเสียดายที่อดีตนักเตะของชาลเก้ผู้นี้ได้รับบาดเจ็บหนักไปเสียก่อน แต่ที่ฮือฮากว่าทุกคนที่กล่าวมาคือการดึงฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมกเกอร์ค่าตัวแพงจากบาร์เซโลน่า ด้วยการยืมตัวพร้อมออฟชั่นซื้อขาดเป็นเงินกว่า 120 ล้านยูโร ทำให้บาเยิร์น มิวนิคกลับมาเป็นทีมที่ได้รับการจับตามองในเวทียุโรปอีกครั้ง

คำถามเกี่ยวกับนิโก้ โควัช

นิโก้ โควัช คือ กุนซือหนุ่มไฟแรง ที่มีข่าวจะถูกปลดจากทีมแทบจะทุกสัปดาห์ตั้งแต่เข้ามาคุมทีมใหญ่อย่างบาเยิร์นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผลงานของโควัชในฤดูกาลที่ผ่านมาเกือบจะเอาตัวไม่รอด กว่าจะพาบาเยิร์น มิวนิคคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้แบบหวุดหวิด หลังจากทีมดอร์ทมุนด์คู่แข่งของเขาออกอาการแผ่วปลาย ก่อนจะคว้าแชมป์เดเอฟเบโพคาลได้ด้วยชัยชนะเหนือไลป์ซิก ที่มีศักยภาพทีมเป็นรองบาเยิร์นอยู่หลายช่วงตัวทีเดียว แต่นั้นอาจจะยังไม่เพียงพอเพราะบาเยิร์นต้องแพ้ต่อลิเวอร์พูลในบ้าน 0-2 ตกรอบแชมเปียนส์ลีกไปอย่างน่าเสียดาย แฟนบอลจึงยังตั้งคำถามถึงฝีมือในการทำทีมของโค้ชหนุ่มชาวโครเอเชียคนนี้จนถึงปัจจุบัน

แชมเปียนส์ลีกเป้าหมายแท้จริงที่เก็บอยู่ในใจ

ความสำเร็จในฟุตบอลลีกและฟุตบอลถ้วยของเยอรมัน ดูจะไม่มีความจำเป็นเลยที่สโมสรจะต้องทุ่มเงินมหาศาลเพื่อดึงนักเตะซุปเปอร์สตาร์แถวหน้าของยุโรป มาเพื่อรักษาความสำเร็จเดิม ๆ ของสโมสรเอาไว้ เพราะด้วยทรัพยากรนักเตะที่มีอยู่ก็ยังเป็นต่อทีมคู่แข่งอยู่บานเบอะ ถึงแม้อูลี่ เฮอเนสและและคาร์ลไฮน์ รุมเมนิเก้ สองผู้บริหารคนสำคัญของสโมสรจะพูดถึงเป้าหมายในยุโรปโดยตรง แต่เชื่อได้เลยว่าบาเยิร์น มิวนิคไม่ต้องการที่จะหยุดสถิติการคว้าแชมป์บิ๊กเอียร์อยู่เพียงแค่ 5 สมัยอย่างแน่นอน

 

post

ซิเมโอเน่กับภารกิจนำถ้วยบิ๊กเอียร์มาประดับสู่อ้อมกอดทีมตราหมี

แอตเลติโก มาดริด คืออีกหนึ่ง สโมสรใหญ่ในกรุงมาดริด เมืองหลวงแห่งประเทศสเปน พวกเขาสวมเสื้อสีขาวแดง กางเกงน้ำเงินและถุงเท้าแดงอันเป็นเอกลักษณ์ แอตเลติโก มาดริดนั้นเป็นทีมขวัญใจชนชั้นแรงงานของเมืองมาดริดซึ่งแม้ความสำเร็จและถ้วยรางวัลต่าง ๆ ของทีมจะห่างไกลจากทีมราชันแห่งยุโรปอย่างเรอัล มาดริด แต่สโมสรแห่งที่ไม่เคยห่างหายจากนักเตะชั้นยอด เป็นอีกหนึ่งทีมในดวงใจของนักพนันหลาย ๆ คน แถมทีมนี้ได้สถาปนาตัวขึ้นเป็นทีมชั้นนำของลา ลีกาที่พร้อมจะแย่งทุกแชมป์จากเรอัล มาดริดและบาร์เซโลน่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การมาของชูเอา เฟลิกซ์

จากมาร์เซโล่ ซาลาส, เซร์คิโอ(กุน) อเกวโร่, ราดาเมล ฟัลเกา, อองตวน กรีซมันน์ มาถึงชูเอา เฟลิกซ์ แอตเลติโกมาดริดเป็นทีมที่ไม่เคยขาดดาวยิงระดับพระกาฬเลยสักครั้ง ทีมมักจะดึงนักเตะมาในช่วงที่เป็นดาวรุ่งและมาปั้นจนเป็นดาวยิงระดับโลกกันทุกนามที่เอ่ยมา สำหรับเจ้าหนู “ชูเอา เฟลิกซ์” กองหน้าวัย 19 ปีจากสโมสรเบนฟิก้าก็เช่นกัน เฟลิกซ์ย้ายมาแทนกรีซมันน์ด้วยค่าตัวใกล้เคียงกัน (ประมาณ 120 ล้านยูโร) ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยในฝีเท้าของเฟลิกซ์ที่เพิ่งติดทีมชาติโปรตุเกสชุดใหญ่ไปเพียงนัดเดียว แต่ด้วยฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมในช่วงปรีซีซั่นและช่วงเปิดฤดูกาล เฟลิกซ์ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการพาทีมตราหมีเก็บชัยชนะได้ถึง 3 นัดนำเป็นจ่าฝูงเดี่ยวทีมเดียวในลาลีกาในขณะนี้

ทีมตราหมีของซิเมโอเน่

“อิล โชโล่” ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ชคือยอดโค้ชคนหนึ่งที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับสโมสรและระดับนานาชาติ ทีมของซิเมโอเน่เป็นทีมที่มีวินัยสูง เต็มไปด้วยพละกำลัง เป็นทีมที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากมาเจอ ซึ่งซิเมโอเน่พาทีมเข้าชิงแชมเปี้ยนลีกมาแล้ว 2 ครั้งแต่เขาพ่ายแพ้ให้กับเรอัลมาดริดอย่างน่าเสียดายที่สุด โดยในครั้งแรก ทีมของเขาถูกตีเสมอด้วยลูกโหม่งของ “เซร์คิโอรามอส” จากการเสียลูกเตะมุม ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ และเป็น “แกเร็ธ เบล” มายิงเพิ่มก่อนพาทีมราชันชนะไปอย่างเด็ดขาด 4 -1 ก่อนจะพ่ายจุดโทษให้กับ ทีมราชันชุดขาวเช่นเดิมใน 2 ฤดูกาลต่อมา แม้ว่าจะผ่านประสบการณ์ที่เลวร้าย แต่ซิเมโอเน่เลือกที่จะต่อสัญญากับทีมมากกว่าจะย้ายไปคุมทีมใหญ่อย่างอาร์เจนติน่าหรืออินเตอร์ มิลานเพื่อต้องการที่จะประสบความสำเร็จในถ้วยใบกับทีมตราหมีของเขานี้ให้จงได้

Third time lucky

ก่อนหน้านี้เจอร์เก้น คล็อปป์เคยพาทีมเข้าชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2 ครั้งกับดอร์ทมุนด์และลิเวอร์พูล แต่พ่ายแพ้ให้แก่บาเยิร์น มิวนิคและเรอัล มาดริดทั้ง 2 ครั้ง ก่อนมาประสบความสำเร็จในครั้งที่ 3 กับลิเวอร์พูลในฤดูกาลล่าสุด สำหรับซิเมโอเน่ก็เช่นกัน เขาคาดหวังว่าในครั้งที่ 3 เทพีแห่งโชคจะเข้าข้างพวกเขาเสียที เพราะทุกอย่างที่ทีมของเขามีในตอนนี้พร้อมแล้วที่จะนำถ้วยบิ๊กเอียร์มาประดับสนามว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ของ แอตเลติโก มาดริดแล้ว หากใครที่อยากลองเดิมพันทีมแชมป์ประจำฤดูกาลนี้ เราแนะนำว่านี่คืออีกหนึ่งทีมที่ควรลิสท์เข้าไปด้วย

 

post

เรื่องน่ารู้ใต้สนามศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก กับสถิติน่าวิเคราะห์เรื่องลูกจุดโทษ

ศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลล่าสุดจบลงไปแล้วอย่างสวยงามแบบถูกใจ “เด็กหงส์” เพราะเป็นการปิดฉากโดยลิเวอร์พูล เอาชนะ ทอตแนม ฮอตสเปอร์ไปได้อย่างเหนือชั้น 2 ประตูต่อ 0 ทำให้ทีมหงส์แดงคว้าถ้วยแชมป์ยุโรปไปครองได้เป็นสมัยที่ 6 นับความความน่าภาคภูมิใจในความพยายามของลิเวอร์พูล ถึงเกมฤดูกาลนี้จะจบลงไปเรียบร้อย แต่นั่นก็เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลใหม่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า ซึ่งสำหรับคนที่หลงใหลในวงการลูกหนังและชอบในการเล่นพนันฟุตบอลก็ควรจะเตรียมข้อมูลความรู้ของตนเองไว้ให้แน่นปึก เพื่อที่จะเอามาวิเคราะห์เกมได้แม่นยำ สถิติหนึ่งที่น่าสนใจในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกก็คือ การ “ยิงจุดโทษ” มีอะไรน่าสนใจเชิญติดตามกันได้

ทีมที่ได้และเสียจุดโทษเยอะที่สุด

จริง ๆ แล้ว “ลูกโทษ” จะนับเป็นโอกาสสูงสุดในการทำประตูหรือจุดชี้เป็นชี้ตายในเกมฟุตบอลก็ว่าได้ นี่คือ การดวลกันตัวต่อตัวของนักเตะฝีเท้าคมกับผู้รักษาประตูมือเหนียว สถิติการได้และเสียลูกโทษจึงนับว่ามีผลต่อการแข่งขันอย่างมาก แฟน ๆ ฟุตบอลที่นอกจากจะเป็นผลชมแล้วยังมีการวางเดิมพันไว้กับเว็บไซต์รับพนันฟุตบอลบางแห่ง เช่น เว็บรับพนันกีฬายอดฮิตอย่าง VWIN จึงควรจะรู้สถิติตรงนี้เอาไว้เพื่อจะได้นำมาเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์เกมฤดูกาลถัดไป มาดูสถิติทีมที่ได้และเสียจุดโทษเยอะที่สุดกันดีกว่า

  • ทีมที่ได้จุดโทษเยอะสุด – ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1992 จนถึงฤดูกาลล่าสุดศึกยูฟ่าฯ มีการให้ยิงจุดโทษเกิดขึ้นมากกว่า 631 ครั้ง ซึ่งทีมที่ท่านเปาเข้าข้างให้ได้ลูกโทษเยอะสุดมีอยู่ 2 ทีม คือ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ไม่น่าเชื่อว่าสถิติจะเท่ากันด้วยคือ ได้ จุดโทษถึง 42 ลูก และไม่ต้องสงสัยว่าทำไม 2 ทีมนี้ได้จุดโทษบ่อยเพราะอย่างที่ทราบกัน ทั้ง 2 ทีมนี้ได้รวมนักเตะฝีเท้าเยี่ยมเอาไว้มากมาย เฉลี่ยแล้วเรียกได้ว่าเล่น 6 เกมทั้งสองทีมนี้จะได้ ลูกโทษ 1 ลูก
  • ทีมที่เสียจุดโทษเยอะสุด – ตำแหน่งนี้ราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ก็คว้าไปครองอีกได้จุดโทษก็เยอะแถมเสียก็เยอะด้วย แต่ยังมีอีกทีมที่พอ ๆ กันก็คือ อาร์เซน่อล ทั้งสองทีมเสียไปเยอะถึง 23 ลูกเลยทีเดียว

นักเตะที่ยิงลูกโทษได้เยอะและพลาดเยอะ

  • คริสเตียโน่ โรนัลโด้เป็นผู้เล่นที่ยิงได้เยอะสุด 18 ครั้งยิงเข้าไปถึง 15 ประตู ตามมาด้วยเทพอย่างลิโอเนล เมสซี่ยิง 14 ครั้ง เข้าถึง 11 ลูก
  • เอแด็น อาซาร์ ได้ตำแหน่งผู้เล่นที่ยิงลูกโทษพลาดเยอะสุด กับสถิติได้โอกาสยิง 7 ครั้ง แต่ยิงเข้าไปแค่ 4 ลูก

นี่คือเรื่องน่ารู้ใต้สนามของศึกฟุตบอลถ้วยยุโรปสุดยิ่งใหญ่ แฟน ๆ ฟุตบอลที่ชอบพนันก็ลองเก็บไว้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์เกมในฤดูกาลถัดไปได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณวิเคราะห์ก่อนเดิมพันได้แม่นยำมากขึ้น

post

เมื่อเทพธิดาแห่งชัยชนะกำลังจะพาอตาลันต้าไปแชมเปียนส์ลีก

ในฐานะแฟนบอล การได้เห็นสโมสรตัวเองออกไปโลดแล่นบนเวทีที่ใหญ่กว่าถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่สุด และสิ่งนั้นกำลังจะเกิดกับสาวกของ ”เทพธิดา” สโมสรอตาลันต้าแห่งเซเรีย อา ที่กำลังมีโอกาสสูงที่จะได้เข้าร่วมศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกฤดูกาลใหม่แล้ว

สองฤดูกาลก่อนสโมสรอตาลันต้าเซ็นสัญญาคว้าจาน ปิเอโร่ กาสเปรินี่ เข้ามาทำหน้าที่คุมสโมสรที่จบอันดับ 13 ในฤดูกาล 2015/2016 ไม่มีความคาดหวังที่สูงมานักสำหรับหนึ่งในสโมสรเก่าแก่ที่เคยประสบความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ  แค่แชมป์โกปา อิตาเลียในปี 1963 และมีโอกาสเข้าถึงรอบรองคัพ วินเนอร์คัพในปี 1988 ที่เหลือก็เป็นการขึ้น ๆ ลง ๆ ระหว่างเซเรีย อา กับ เซเรีย บี รวมถึงเซเรีย ซี1 ในบางฤดูกาล

ทว่าเพียงฤดูกาลแรกจาน ปิเอโร่ กาสเปรินี่ก็ร่ายมนตร์พาอตาลันต้าไปลุยสังเวียนยุโรปเสียอย่างนั้น อตาลันต้าจบอันดับ 4 ซึ่งดีที่สุดของสโมสรในปี 2016/2017 สโมสรคว้าสิทธิ์เข้าร่วมรายการยูโรป้า ลีก เป็นการกลับไปเล่นรายการยุโรปครั้งแรกในรอบ 26 ปี แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของกาสเปรินี่ เมื่อเขาเคยใช้คาถาเสกเจนัวให้เลื่อนชั้นจากเซเรีย บีในปีแรกที่คุมทีมก่อนทะลุถึงยูโรป้า ลีกในสามฤดูกาลมาแล้ว

การสร้างทีมด้วยขุนพลพลังหนุ่มของจาน ปิเอโร่ กาสเปรินี่ ได้สร้างนักเตะดาวรุ่งในแนวรับขึ้นมาเคาะประตูทีมชาติอิตาลีทั้งมัตเตีย คัลดาร่าและอันเดรีย คอนติ โดยมีอเล็กฆานโด โกเมส ปีกอาร์เจนไตน์ที่ระเบิดฟอร์มหรูในแนวรุก ทำให้อตาลันต้าทะยานสูงเหนือคู่แข่งดัง ๆ ทั้งลาซิโอ อินเตอร์มิลานและเอเซี มิลานได้

ฤดูกาล 2017/2018 อตาลันต้าในเวทียูโรป้า ลีกอาจจะไปได้ไกลเพียงแค่รอบแบ่งกลุ่ม ขณะที่ในเซเรีย อา อย่างน้อย ๆ ทีมก็ยังรักษาอันดับที่ 7 ซึ่งทำให้มีโอกาสได้กลับมาเล่นรายการยูโรป้า ลีกอีกครั้ง แม้จะเป็นแค่รอบคัดเลือกก็ตาม อย่างน้อยอตาลันต้าก็ได้ประสบการณ์จากการทำอันดับเพื่อพื้นที่รายการถ้วยยุโรปได้เป็นปีที่สองติดต่อกัน แต่ปีนี้พวกเขาไปได้แค่ก้าวเดียวในยูโรป้า ลีก เมื่อพ่ายโคเปนเฮเก้นตั้งแต่รอบคัดเลือก

กลับกันการทำทีมของกาสเปรินี่ก็ยังคงทำให้สาวกน้ำเงิน-ดำมีความสุขได้เมื่อพวกเขากรุยทางเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศโกปปา อิตาเลียที่พ่ายยูเวนตุส อีกเพียงนิดเดียวพวกเขาจะได้เข้าชิงชนะเลิศแล้วแท้ ๆ

กลับมาสู่ฤดูกาลปัจจุบันของอตาลันต้า และเป็นปีที่ 3 ในการคุมทีมของจาน ปิเอโร่ กัสเปรินี่ กับการมาของกองหน้ารายใหม่ ดูวาน ซาปาต้า ดาวเตะโคลัมเบียที่ยืมมาจากซามโดเรียพร้อมสัญญาซื้อขาด ซึ่งซาปาต้าจัดการยิงไปเกือบ 30 ประตูในฤดูกาลแรกกับทีม พาสโมสรคั่วอันดับ 4 ของตารางคะแนนกัลโช่ เซเรีย อาในช่วงเข้าสู่ท้ายฤดูกาลได้แล้ว ซึ่งเป็นอันดับสำหรับไปเล่นแชมเปียนส์ลีกที่ทีมจากอิตาลีได้โควตาเพิ่มมาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เท่านั้นยังไม่พอ ในโกปา อิตาเลีย พวกเขาล้างแค้นเขี่ยยูเวนตุสตกรอบก่อนรองชนะเลิศได้ แถมยังเอาชนะฟิออเรนติน่าในรอบรองชนะเลิศด้วยการบุกไปเสมอ 3-3 ที่ฟรอเรนซ์ แล้วกลับมาบดเอาชนะได้ 2-1 ที่แบร์กาโม่ ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับลาซิโอ เป็นการก้าวถึงนัดชิงชนะเลิศอีกครั้งหลังจากผ่านไป 55 ปี

สาวกอตาลันต้าแทบจะยกกาสเปรินี่เป็นพระเจ้า เพราะไม่เพียงแต่เขาจะสร้างสโมสรที่เคยได้แต่เอาชีวิตรอดในเซเรีย อา ไปวัน ๆ ให้กลายเป็นขาประจำในการไปลุยยุโรปแล้ว แถมกำลังจะได้ลุยรายการใหญ่สุดที่รวมหัวกะทิของลีกยุโรปไว้อีก แล้วนี่ยังจะได้เล่นนัดชิงชนะเลิศโกปา อิตาเลียที่เคยเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันได้อีกครั้ง ความจริงที่เกิดขึ้นมาอย่างสุดเหลือเชื่อในเวลาแค่ 3 ฤดูกาลเท่านั้น มันช่างหอมหวานและสนุกสนานจริง ๆ

 

ลิเวอร์พูลกับโอกาสผ่านบาเยิร์นสู่รอบต่อไปของแชมเปี้ยนส์ลีก

พลันที่ผลการจับสลากประกบคู่รอบน็อคเอ้าท์ของรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกออกมาเป็นลิเวอร์พูลพบบาเยิร์น มิวนิค หลายสโมสรที่รอดจากการเจอลิเวอร์พูลก็พากันถอนหายใจยาว และเป็นบาเยิร์น มิวนิคที่ต้องหนักใจว่าพวกเขาจะรับมือกับลิเวอร์พูลอย่างไร

โดยชื่อชั้นแล้วบาเยอร์น มิวนิคไม่มีความจำเป็นต้องกลัวเกรงลิเวอร์พูลแม้แต่น้อย ราคาบ่อนพนันปล่อยให้เป็นแชมป์หงส์แพงกว่า 11/1 แต่บาเยิร์นไม่ห่างเลยที่ 21/1 ถึงอย่างนั้นเครดิตเกมยุโรปของลิเวอร์พูลดีมาก พวกเขามีพลังแฝงที่น่ากลัวยิ่งกว่าตัวตนของทีม นั่นเพราะค่ำคืนในเวทียุโรปของลิเวอร์พูลมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่จนยากเอาชนะ สาวกในแอนฟิลด์คือกำแพงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านขวางทางคู่แข่งทุกทีม และมันคือป้อมปราการที่ช่วยให้ลิเวอร์พูลก้าวไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ ในการลงเล่นถ้วยยุโรปหลายครั้งหลายหนตลอดหลายปีมาแล้ว

เกมนัดสุดท้ายของลิเวอร์พูลในรอบแบ่งกลุ่ม พวกเขาหลังพิงฝาที่ต้องชนะสถานเดียวเหนือนาโปลี และมันก็จบลงด้วยชัยชนะ 1-0 ตามที่สโมสรเจ้าบ้านต้องการ ย้อนไปในเกมพบดอร์ทมุนด์ในยูโรป้าลีกปีก่อน พวกเขาก็ใช้เกมที่บ้านคว่ำผู้มาเยือนอย่างสุดมันส์ ยังไม่รวมเกมชี้เป็นชี้ตายนัดเจอโอลิมเปียกอสหลายปีก่อน หรือเกมที่พวกเขาถล่มโรม่าในรอบรองชนะเลิศปีที่แล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นภายใต้มนตร์ขลังและพลังวิเศษที่เกิดขึ้นในแอนฟิลด์ทั้งนั้น

ในนาทีนี้ลิเวอร์พูลเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ทำแต้มห่างรองจ่าฝูง 4 แต้ม และมีเกมสำคัญเพียงแค่ฟุตบอลลีกและฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกเท่านั้นที่พวกเขาจะต้องลงเล่น หลังจากที่หมดภารกิจในฟุตบอลถ้วยรายการอื่นอย่างรวดเร็ว บางคนมองว่านี่เป็นหมากที่ลิวเอร์พูลวางไว้โดยทิ้งถ้วยเล็กกว่าไป ทั้งที่ความจริงแล้วมันก็เกิดขึ้นได้เนื่องจากลิเวอร์พูลเผชิญปัญหาอาการบาดเจ็บของผู้เล่น

แต่ดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลไม่ใช่ทีมเดียวที่ต้องเผชิญปัญหา เนื่องจากคู่แข่งของพวกเขาต้องขาดผู้เล่นสำคัญอย่างโธมัส มุลเล่อร์ที่ติดโทษแบนทั้งสองเกมในการเจอกัน แถมด้วยอาร์เยน ร็อบเบ็นที่มีข่าวเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บอย่างไม่มีกำหนดกลับมาลงสนาม ซึ่งมันอาจจะไปเกิดขึ้นในช่วงที่ทีมลงทำการแข่งขันกันพอดี เนื่องจากปีนี้ทั้งปี ร็อบเบ็นเองก็ได้ลงไม่สม่ำเสมอเพราะอาการบาดเจ็บมาตลอด

นอกจากนี้ผู้จัดการทีมอย่างนิโก้ โควัชก็ยังเผยให้เห็นถึงประสบการณ์ที่ยังไม่ช่ำชองในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต่างจากเจอร์เก้น คล็อปป์ที่กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการวางหมากและแก้เกม โดยเขาสามารถที่จะพาลิเวอร์พูลผ่านสถานการณ์สำคัญๆ ได้ตามแผนที่วางไว้อย่างแยบยล แถมยังหมุนเวียนนักเตะได้ค่อนข้างดี แม้อาการบาดเจ็บของแนวรับจะกลายเป็นปัญหาใหญ่มากก็ตามที

ดูทรงจากตรงนี้ลิเวอร์พูลมีโอกาสดีที่จะผ่านบาเยิร์น มิวนิคเข้าสู่รอบต่อไปของฟุตบอลถ้วยใหญ่ยุโรปได้ไม่ยาก เอาชนะที่แอนฟิลด์แบบไม่เสียประตูสัก 2-0 และบุกไปยันเสมอ 0-0 หรือ 1-1 ถึงมิวนิคก็จบเรื่อง และมันคงไม่ยากที่จะผ่านเข้ารอบต่อๆไป อีกเหมือนที่พวกเขาทำได้ในฤดูกาลที่แล้วจนได้เข้าไปเล่นนัดชิงชนะเลิศ