post

เป็ป กวาดิโอล่ากับความผิดหวังในถ้วยยุโรปยักษ์เสมอ

ถ้าหากถามว่าใครคือยอดกุนซือในยุคปัจจุบัน หนึ่งชื่อที่ต้องเอ่ยขึ้นมาของแฟนบอลและเหล่านักพนันบอลชั้นเซียนคงเป็นอดีตตำนานกงอกลางของบาร์เซโลน่าอย่างเป็ป กวาดิโอล่าต้องเป็นคำตอบยอดนิยมอย่างแน่นอน ซึ่งกวาดิโอล่าถือเป็นผู้จัดการทีมที่สามารถคว้าแชมป์ลีกให้กับทุกทีมที่เคยไปไม่ว่าจะเป็นบาร์เซโลน่าเอง บาเยิร์น มิวนิคและสโมสรปัจจุบันอย่างแมนเชสเตอร์ซิตี้ แต่ทว่าฝันร้ายของเป็ปก็มีอยู่เช่นกันคือ นอกจากสมัยอยู่กับบาร์ซ่าแล้ว เขาไม่สามารถพาทีมอื่นคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้อีกเลย ไม่ว่าจะคุมทีมบาเยิร์นในยุคที่ริเบอรี่และร็อบเบนยังคงฟอร์มเก่งอยู่ หรือจะเป็นทีมเรือใบสีฟ้าในยุคที่กองกลางแข็งแกร่งและกองหน้ามากฝีมืออย่างกุน อเกวโร่ แต่สุดท้ายแล้วเขากลับไปได้ไกลเพียงแค่รอบรองชนะเลิศเท่านั้น

เป็ปกับทีมเสือใต้

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วงก่อนเลือกคุมทีมเสือใต้บาเยิร์น มิวนิค เป็ป กวาดิโอล่ามีทางเลือกอีกทางคือการไปคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั่นเอง แต่ทว่าเขากลับปัดข้อเสนอนี้ไปในปี 2013 และการเลือกบาเยิร์นก็ทำให้เขากลายเป็นแชมป์บุนเดสลีกาถึง 3 สมัย แต่ทว่าเส้นทางในถ้วยยุโรปกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อปีแรกของเป็ปทำได้แค่เพียงเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายก่อนไปพ่ายให้รีล มาดริดไปด้วยผลประตูรวม 5-0 และเป็นการแพ้ครั้งแรกในสนามของมาดริด นับตั้งแต่เข้ามาเป็นผู้จัดการทีม เซียนพนันทั้งหลายจึงต้องอกหักและตะลึงไปตาม ๆ กัน ก่อนที่ปีถัดมาเป็ปจะได้เจอกับทีมเก่าอย่างบาร์เซโลน่าไปด้วยสกอร์ 3 ต่อ 5 ซึ่งพวกเขาออกไปพ่ายทีมจากคาตาลันก่อนถึง 3-0 ด้วยกัน จนกระทั่งปีสุดท้ายของกวาดิโอล่าที่มิวนิค เขาพาทีมเสือใต้ไปจบลงที่รอบสี่ทีมเช่นเดิม เมื่อพ่ายให้แก่แอตแลนติโก มาดริดด้วยกฎประตูทีมเยือนหลังจากเสมอกับทีมตราหมีในสกอร์ 2-2 แต่การเสียประตูในถิ่นตัวเองทำให้พวกเขาต้องตกรอบไปอย่างน่าเจ็บใจ และต้องบอกลาทีมเสือใต้ไปหลังหมดสัญญา

ผู้นำทีมเรือใบสีฟ้า

สิ่งที่เป็ป กวาดิโอล่าเข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมก็คือการที่เขาสามารถทำให้ทีมเรือใบสีฟ้าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีแผนการเล่นที่แข็งแกร่งและเกมรุกที่ชาญฉลาดอย่างเห็นได้ชัด การนำทีมโดยเดวิน เดอ บรอยด์ทำให้เป็ปสามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้ 2 สมัยรวดในปี 2018 และ 2019 แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เรือใบสีฟ้ายังคงทำไม่ได้ก็คือการเป็นเจ้ายุโรปสักครั้งนั่นเอง และการมีเป็ปเข้ามาน่าจะทำให้เป้าหมายนี้ประสบความสำเร็จได้ในอนาคต แต่ในฤดูกาลแรกของเขากลับทำได้เพียงตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น หลังจากเสมอสโมสรโมนาโกด้วยสกอร์ 6-6 แต่ตกรอบไปด้วยกฎประตูทีมเยือน ก่อนที่สองปีต่อมาพวกเขาจะเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่ต้องตกรอบไปด้วยน้ำมือของคู่แข่งในลีกทั้งลิเวอร์พูลและท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์สอย่างน่าเจ็บใจ จนในฤดูกาล 2020 ที่ลงแข่งในสนามกลางและพวกเขาถือเป็นตัวเต็งในรายการนี้เพราะถ้วยยูฟ่า แชมปเปี้ยนส์ลีกถือเป็นความสำเร็จสุดท้ายที่กวาดิโอล่าจะครองได้ก่อนหมดฤดูกาล ทว่าเรือใบสีฟ้ากลับพลาดท่าแพ้โอลิมปิก ลียงไปในรอบอาถรรพ์ 8 ทีมสุดท้ายนั่นเอง

ความผิดหวังนี้เองที่ทำให้เป็ป กวาดิโอล่ายังคงต้องกลับไปทำการบ้านอย่างหนักเพื่อที่จะลบคำสบประมาทว่าเขาสามารถเป็นเจ้ายุโรปได้ก็ต้องเมื่อมียอดทีมอยู่ในมือเท่านั้น และด้วยสถานการณ์ที่ไม่ปกติของวงการฟุตบอลทั่วโลก จึงไม่แปลกที่ทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้จะได้เปรียบในเรื่องของจำนวนเงินทุนที่อัดฉีดเข้ามาในสโมสร แล้วการคว้าตัวนักเตะระดับสูงอาจจะเป็นทางออกเพื่อให้ทีมเรือใบสีฟ้ากลับมาโลดแล่นอย่างสง่างามอีกครั้งในฤดูกาลต่อไป

post

ให้คะแนนแลมพ์พาร์ดในการคุมทีมรักปีแรก

ถือว่าปิดฤดูกาลไปอย่างสวยงามสำหรับแฟนบอลและคนที่ถือหางเดิมพันข้างสิงโตน้ำเงินครามเชลซี ที่สามารถทำอันดับไปเล่นแชมเปียนส์ลีกลีกได้ในฤดูกาลหน้าแม้ว่าพวกเขาจะโดนห้ามซื้อขายนักเตะไปถึง 1 รอบตลาดก็ตาม แต่ด้วยฝีมือการคุมทีมของตำนานเบอร์ 8 อย่างแฟรงค์ แลพพาร์ดที่พาลูกทีมวัยผสมกลับสู่เส้นทางไปเล่นถ้วยใหญ่ในฤดูกาลหน้าได้สำเร็จในอันดับที่ 4 รวมถึงผลงานในฟุตบอลถ้วยที่เขาสามารถพาทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศในรายการเก่าแก่ของประเทศอังกฤษอย่างเอฟเอ คัพ แม้จะพลาดท่าเสียทีให้ทีมคู่ปรับร่วมเมืองอย่างไอ้ปืนใหญ่อาร์เซนอลก็ตาม แต่โดยรวมแล้วถือว่าเป็นปีที่ไม่เลวของแลมพ์ในฐานะกุนซือหน้าใหม่คนนี้

ผลงานในพรีเมียร์ลีก

ว่ากันว่าพรีเมียร์ลีกอังกฤษถือว่าเป็นลีกฟุตบอลที่มีความหินมากที่สุดลีกหนึ่งในโลก ทั้งกับการลงแตะและเลือกข้างเดิมพัน โดยมักเต็มไปด้วยดาวดังและผู้จัดการทีมยอดฝีมืออยู่มากมาย แต่สโมสรยักษ์ใหญ่อย่างเชลซีกลับเลือกผู้จัดการทีมระดับแชมป์เปี้ยนชิพอย่างแฟรงค์ แลมพาร์ดเข้ามาคุมทีมในปี 2019/2020 ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาเป็นตำนานของทีมและเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในช่วงวิกฤติศรัทธา ของสโมสรเนื่องจากการคุมทีมของนายใหญ่คนเก่าอย่างเมารีซิโอ ซาร์รี่มีความเอาแต่ใจมากจนเกินไปพร้อมกับเป็นช่วงที่ทีมไม่สามารถเสริมทัพจึงทำให้แลมพ์พาร์ดที่นิยมปั้นดาวรุ่งในทีมจึงได้รับโอกาสนี้ ซึ่งตำนานของทีมก็ไม่ได้ทำให้แฟนผิดหวังเมื่อสามารถจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 4 โดยเอาชนะคู่แข่งได้ถึง 20 นัดมากกว่าอันดับ 3 อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเสียอีก ซึ่งจุดอ่อนของทีมก็คือกองหลังที่ไม่แข็งแกร่งมากนักจนทำให้ทีมเสียประตูได้ง่าย แต่ข้อดีก็คือขุมกำลังเกมรุกที่เฉียบคมที่มีแทมมี่ อิบราฮัมกองหน้าตัวความหวังที่ทำประตูได้ถึง 15 ประตูด้วยกัน และส่งผลให้ทีมทำประตูในลีกได้ถึง 69 ลูกเป็นรองเพียงแค่สองทีมแรกในตารางอย่างลิเวอร์พูลกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้เท่านั้น

ผลงานบอลถ้วย 

เรื่องที่น่าเจ็บใจที่สุดของฤดูกาลนี้ก็คือเชลซีสามารถเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพได้ในปีแรกที่มีแลมพ์พาร์ดเข้ามาคุมแต่ทว่าเขากลับพลาดท่าแพ้อาร์เซนอลไปอย่างน่าเสียดายทั้งที่ทีมสิงห์น้ำเงินได้โอกาสขึ้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 5 แต่กลับมาโดนทีเด็ดจากปิแอร์ เอเมอร์ริค โอบาเมยองทำสองประตูรวดแซงเอาชนะไปได้ รวมทั้งการชิงแชมป์ยูฟ่า ซุปเปอร์คัพที่ต้องแข่งกับลิเวอร์พูลคู่ปรับในประเทศ และเป็นพวกเขาที่ขึ้นนำได้ก่อนอีกครั้งแต่กลับโดนตีเสมอ แล้วไปดวลจุดโทษแพ้ให้กับหงส์แดงในท้ายที่สุด ก่อนที่ทางด้านถ้วยใบใหญ่ของยุโรปอย่างแชมเปียนส์ลีกลีก พวกเขาจะมาพ่ายให้กับบาเยิร์น มิวนิคแบบหมดลุ้นไปด้วยสกอร์รวม 7-1 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และจบฤดูกาลไปแบบมือเปล่า

เป็นที่เข้าใจได้ว่าทีมของแลมพ์พาร์ดมีความเสียเปรียบโดยเฉพาะการเสียโอกาสซื้อนักเตะใหม่เข้าทีมทำให้เขามีทรัพยากรอย่างจำกัด แต่ปลายทางแล้วแลมพ์ยังมีผลงานคุมทีมที่ดีกว่าความคาดหวังของแฟนบอล เพราะทั้งประสบการณ์และตัวผู้เล่นที่ไม่แข็งแกร่งเหมือนอย่างเก่า ทว่าสิงโตน้ำเงินครามยังจบอันดับด้วยการไปเล่นฟุตบอลยุโรปและยังสามารถเข้าชิงบอลถ้วยได้อีกด้วย ทำให้ผลงานของซุปเปอร์แฟรงค์อยุ่ในระดับ 7 เต็ม 10 หรือเข้าตากรรมการนั่นเอง