post

ศึกชิงเจ้ายุโรปของสโมสรฟุตบอลจากเกาะอังกฤษ

ถึงตอนนี้เป็นที่รู้แล้วว่าสโมสรที่เข้าชิงชนะเลิศรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกคือลิเวอร์พูลและสเปอร์ สองตัวแทนจากพรีเมียร์ลีก ขณะเดียวกันอาร์เซน่อลและเชลซี อีก 2 ทีมจากเกาะอังกฤษก็มีโอกาสสูงที่จะเข้าชิงชนะเลิศรายการยูโรป้า ลีกด้วย เป็นอีกหนึ่งปีที่สโมสรจากอังกฤษได้ประกาศศักดาความเป็นเจ้าแห่งยุโรปอีกครั้ง เหมือนที่มันเคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว

ในช่วงก่อนที่สโมสรจากอังกฤษจะโดนแบนจากฟุตบอลรายการระดับทวีปในปี 1985 จากเหตุการณ์ที่เฮย์ เซย์ สเตเดี่ยม นัดชิงชนะเลิศที่ลิเวอร์พูลพ่ายให้ยูเวนตุสไป 1-0 เรื่องราวที่เป็นโศกนาฏกรรมจากการกระทำของแฟนบอลจนมีผู้เสียชีวิตไปถึง 39 คน ลิเวอร์พูลโดนแบน 6 ปี ขณะที่สโมสรจากอังกฤษโดนไป 5 ปี น่าเศร้าแทนเอฟเวอร์ตันที่อุตส่าห์คว้าแชมป์คัพ วินเนอร์ คัพได้ในปีเดียวกันนั้นที่อดเล่นรายการยูโรเปี้ยน คัพในฤดูกาลต่อมา

สโมสรจากอังกฤษที่ขณะนั้นถือเป็นเบอร์หนึ่งยุโรปอย่างต่อเนื่อง ผลงานความแชมป์ยุโรป 7 จาก 8 ฤดูกาลหลังสุดก่อนโดนแบน น็อตติ้งแฮม ฟอร์เรสต์, แอสตัน วิลล่าและลิเวอร์พูลตัวก่อนเหตุให้ปี 1985 ผลัดกันขึ้นมาครองจ้าวยุโรปอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อโดนแบนยกเกาะ ฟุตบอลอังกฤษก็เหมือนโดนจับแช่แข็ง ต้องใช้เวลามากถึง 10 ปีกว่าที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันจะพาทีมกลับมาคว้าแชมป์ยุโรปได้อีกครั้ง โดยหากไม่นับการเข้าชิงของปีศาจแดงจากเกาะอังกฤษแล้ว ตลอด 20 ปีของรายการถ้วยใหญ่สุด ไม่เคยมีสโมสรจากเกาะอังกฤษทะลุถึงนัดชิงชนะเลิศได้อีกเลย

หลังการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกได้อย่างมหัศจรรย์ที่อิสตัลบูลของลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2004/2005 สโมสรจากอังกฤษเริ่มกลับมาแสดงให้เห็นถึงความเป็นทีมเบอร์ต้นๆ ของยุโรปอีกครั้งด้วยการดาหน้าเข้าชิงชนะเลิศอย่างต่อเนื่อง แม้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชลซีและลิเวอร์พูลจะทำผลงานคว้าแชมป์รวมกันได้น้อยกว่าสโมสรจากฝั่งสเปน แต่มันก็แสดงให้เห็นชัดว่าสโมสรจากอังกฤษกำลังกรีธาทัพกลับสู่การครองยุโรปอีกครั้ง

การขับเคี่ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกและโควตาแชมเปี้ยนลีกของสโมสรบนลีกสูงสุดอังกฤษ ส่งผลให้ทีมจากอังกฤษกลายเป็นทีมแกร่งของศึกยุโรปในทุกๆ ปี หลายฤดูกาลต่อเนื่องที่สโมสรตัวแทนทั้ง 4 ของอังกฤษที่ผ่านเข้ารอบน็อคเอ้าท์กันยกชุด พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นชาติที่มีลุ้นคว้าแชมป์ยุโรปทุกฤดูกาล โดยไม่ได้มีเพียงทีมเดียวหรือสองทีม แต่เป็นทุกทีมของอังกฤษสามารถไปถึงจุดสูงสุดได้หมด

ช่วงหลังการขับเคี่ยวแย่งโควตาเข้ารอบแชมเปี้ยนลีกของสโมสรจากอังกฤษเข้มข้นขึ้นมาก จากท็อปโฟร์พวกเขากลายเป็นบิ๊กซิกส์ มีถึงหกทีมที่มีศักยภาพในการคว้าตั๋วถ้วยบิ๊กเอียร์ได้ ทีมอกหักสองทีมก็แข็งแกร่งพอที่จะไปเล่นอย่างเหนือๆ ในรายการยูโรป้า ลีก ทีมที่พลาดเล่นรายการใหญ่ ไม่นับการได้แชมป์ของเชลซีกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและรองแชมป์ของลิเวอร์พูล สโมสรตัวแทนเกาะอังกฤษในถ้วยเล็กก็มักทะลุถึงรอบรองชนะเลิศอยู่ตลอด

การเปิดโอกาสให้ทีมจากแต่ละชาติได้รับโควตาเข้าเล่นฟุตบอลรายการยุโรปมากกว่าที่ผ่านๆ ส่งผลให้ทีมจากอังกฤษซึ่งมีค่าเฉลี่ยความแข็งแกร่งสูงกว่าชาติอื่นต้องโคจรมาเจอกันในรอบลึกหลายต่อหลายครั้ง เกิดเกมระหว่างสโมสรจากลีกเดียวกันในเวอร์ชั่นยุโรปอย่างต่อเนื่อง

นัดชิงแชมเปี้ยนลีกปีนี้ก็จะเป็นการเจอกันของทีมจากเกาะอังกฤษเหมือนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเคยเบียดชนะจุดโทษเชลซีในปี 2007/2008 ยิ่งถ้าอาร์เซน่อลกับเชลซีหลุดเข้าไปชิงชนะเลิศศึกยูโรป้า ลีกด้วยแล้วล่ะก็ นี่จะเป็นฤดูกาลที่แฟนบอลจากทั่วโลกได้ประจักษ์แก่สายตาว่าพรีเมียร์ลีกอังกฤษคือลีกที่อุดมไปด้วยทีมที่แข็งแกร่งที่สุดบนแผ่นดินยุโรปอีกครั้ง

 

post

4 ปีมหัศจรรย์ของเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

หลังสิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลา ลิเวอร์พูลผ่านเข้าชิงชนะเลิศรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกเป็นปีที่สองติดต่อกัน มันเกิดขึ้นในค่ำคืนอันเหลือเชื่อเมื่อลิเวอร์พูลพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะเหนือบาร์เซโลน่าไป 4-0 ทั้งที่ออกไปพ่ายมาในนัดแรก 3-0 โดยประตูแห่งชัยชนะเกิดจากการเตะมุมอันชาญฉลาดของเจ้าหนูวัย 20 ปี เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

เด็กหนุ่มท้องถิ่นเมืองลิเวอร์พูลที่เติบโตมากับอะคาเดมี่ของสโมสรสีแดงประจำเมืองตั้งแต่ 6 ขวบ กำลังจะได้โอกาสไปลงสนามในนัดชิงชนะเลิศศึกถ้วยใหญ่สุดของยุโรปอีกครั้ง

ฝีเท้าของเด็กน้อยจากเวสต์ ดาร์บี้ ชนบทเล็ก ๆ ทางตะวันออกของลิเวอร์พูลเริ่มต้นนับตั้งแต่ยังไม่ก้าวเท้าเข้าสู่สโมสรเลยก็ว่าได้ เมื่อเจ้าตัวในวัย 6 ขวบโชว์ฝีเท้าโดนใจโค้ชเอียน บาร์ริแกนระหว่างเข้าแคมป์บอล ด้วยสายสัมพันธ์ของบาร์ริแกนที่มีกับสโมสรลิเวอร์พูล เทรนต์ถูกเสนอตัวให้เข้าร่วมอะคาเดมี่ของหงส์แดง ซึ่งเขาก็ทำได้ดีจริง ๆ โดยกลายเป็นกัปตันของรุ่นอายุไม่เกิน 16 และ 18 ปีของสโมสร กระทั่งแบรนดอน ร็อดเจอร์ ผู้จัดการทีมชุดใหญ่ของสโมสรเรียกเขาขึ้นชุดใหญ่ในฤดูกาล 2015/2016 ด้วยวัยเพียง 16 ปี

ผ่านมาเพียงแค่ 4 ฤดูกาล เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ผ่านประสบการณ์ลูกหนังที่น่าเหลือเชื่อกับสโมสรลิเวอร์พูล มันเป็นข่าวเล็ก ๆ บนหน้าข่าวของหนังสือพิมพ์เอ็กโค่ สื่อท้องถิ่นเมืองลิเวอร์พูลที่นำเสนอข่าวไว้ว่าเทรนต์ได้ลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ครั้งแรกในเกมปรีซีซั่น 2015/2016 ที่ชนะสวินดอน ทาวน์ 2-1 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2015 แม้จะได้โอกาสเพียงชิมลางกับทีมชุดใหญ่ แต่ด้วยการจับตาดูของเจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมคนใหม่ที่เข้ามาคุมทัพในช่วงกลางฤดูกาลนั้น พอเข้าฤดูกาล 2016/2017 หลังกลับจากพรีซีซั่นที่อเมริกา คล็อปป์รู้ว่านักเตะหนุ่มคนนี้พร้อมจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังเสริมของทีมได้แล้ว และวันที่ 25 ตุลาคม 2016 เกมนัดแรกในชุดใหญ่หงส์แดงของเทรนต์ก็มาถึง เขาได้ลงสนามในเกมลีกคัพ รอบ 4 ที่เอาชนะสเปอร์ไปได้ 2-1 ก่อนจบฤดูกาลด้วยการลงเล่นรวม 12 เกมจากทุกรายการ ปิดท้ายด้วยรางวัลดาวรุ่งแห่งปีของสโมสร

ฤดูกาล 2017/2018 หงส์แดงเปิดหัวด้วยอาการบาดเจ็บของนาธาเนี่ยล ไคลน์ ทำให้ตำแหน่งแบ็คขวาของลิเวอร์พูลตกมาอยู่ในการแย่งกันของเทรนต์กับโจ โกเมซ ดาวรุ่งของทีมทั้งสองราย แต่ผลงานการทำประตูและแอสซิสต์ของเทรนต์ทำให้เขามีโอกาสลงสนามต่อเนื่องกว่า พร้อมกับฟอร์มกระฉูดแบบหยุดไม่อยู่เมื่อมีส่วนสำคัญในการพาทีมทะยานเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกได้ แม้จะพลาดการได้ชูถ้วยแชมป์ เทรนต์ถูกจารึกชื่อว่าเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดของสโมสรที่ได้ลงเล่นนัดชิงชนะเลิศรายการนี้ นอกจากรางวัลนักเตะดาวรุ่งแห่งปีของสโมสรลิเวอร์พูล รองอันดับหนึ่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของยุโรป เทรนต์ยังได้ของขวัญชิ้นใหญ่ด้วยการมีชื่อติดทัพสิงโตคำรามไปลุยฟุตบอลโลกที่รัสเซีย

หลังกลับจากช่วยอังกฤษทำผลงานจบด้วยอันดับ 4 ฤดูกาล 2018/2019 ก็เริ่มต้นขึ้น เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ลงเล่นอย่างมั่นใจ ภายใต้การบัญชาการแนวรับของเวอร์กิล ฟาน ไดจ์ และการวางแผนของเจอร์เก้น คล็อปป์ บทบาทในการเติมเกมริมเส้นขึ้นมาเปิดบอลให้เพื่อนทำประตูของเทรนต์เข้าขั้นสุดยอด จำนวนการเปิดบอลจากฝั่งขวาให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูที่เบียดกันมาอย่างสูสีกับแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้ายของทีมจนข้ามผ่านเลขสองหลักทั้งคู่กลายเป็นอาวุธที่น่าเกรงขามของหงส์แดง ทีมได้เบียดลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกจนถึงนัดสุดท้าย และอาวุธของเทรนต์นี่เองที่พาหงส์แดงคว่ำบาร์ซ่าในค่ำคืนที่แอนฟิลด์ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

ฤดูกาล 2018/2019 ยังเหลือเส้นทางช่วงท้ายสั้น ๆ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ในวัยเพียง 20 ปี คว้ารางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพหรือ PFA ไปครองด้วยผลงานอันโดดเด่นเหนือดาวรุ่งคนอื่น ๆ แถมยังติดทีมยอดเยี่ยมของ PFA ด้วย ตอนนี้ก็เหลือเพียงผลงานในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลสโมสรยุโรปเท่านั้น ถ้ามันจบด้วยชัยชนะของลิเวอร์พูล เทรนต์ก็น่าจะปิดฉากฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด

 

post

คิงส์ คัพที่บุรีรัมย์ บทพิสูจน์ระดับฟุตบอลทีมชาติไทย-เวียดนาม

การแข่งขันฟุตบอลคิงส์ คัพ ประจำปี 2019 ที่โยกไปแข่งขันยังบุรีรัมย์ สร้างความฮือฮาให้แฟนบอลไทยและอาเซียนอย่างมาก เมื่อปรากฏรายชื่อทีมเข้าร่วมการแข่งขันพลิกโผไปจากเดิมพอสมควร โดยกลายเป็นอินเดีย กือราเซาและเวียดนามที่จะเข้าร่วมแข่งขัน ก่อนการจับสลากประกบคู่จะส่งไทยไปพบเวียดนาม เกิดเป็นโอกาสที่จะวัดกันไปเลยในเวลานี้ว่าเวียดนามหรือไทยที่ดีกว่ากัน

รายชื่อทีมเข้าร่วมฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์ คัพ ครั้งที่ 47 ในทีแรกปรากฏรายชื่อคู่แข่งอย่างอินเดียและจีน ซึ่งล้วนเป็นคู่แข่งที่ทีมชาติไทยได้เจอมาในการแข่งขันเอเชี่ยน คัพครั้งล่าสุด ไทยแพ้อินเดีย 1-4 พร้อมการปลดกลางศึกสำหรับหัวหน้าผู้ฝึกสอนในตอนนั้นที่ชื่อมิโลวาน ราเยวัช ทีมไทยดันโค้ชโต่ย ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ผู้ช่วยโค้ชขึ้นคนนำทัพโดยมีโชคทวี พรหมรัตน์เป็นมือขวา ทีมสามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มมาได้ขณะที่อินเดียตกรอบ ในรอบสองไทยพบจีนก่อนจะแพ้ไปแบบสู้ได้ 2-1 หลังจบรายการนั้นแฟนบอลไทยยังปักใจเชื่อว่าทีมชาติไทยดีกว่าทีมชาติอินเดีย และไม่น่าจะด้อยกว่าทีมชาติจีน

เมื่อจบรายการเอเชี่ยน คัพ ทีมชาติไทยชุดใหญ่ได้รับเชิญเข้าร่วมการแข่งขันไชน่า คัพ ที่ประเทศจีน โดยจีนเลือกใช้ไทยเป็นคู่แข่งแบบหมายมั่นปั้นมือว่าจะผ่านเข้าไปชิงแชมป์กับอุรุกวัย ทีมอันดับท็อปเท็นของโลกที่ได้รับเชิญเข้าร่วมแข่ง แต่ดันกลายเป็นว่าทีมชาติไทยได้ชนาธิป สรงกระสินธุ์ส่องประตูโทนให้ทีมไทยหักหน้าเจ้าภาพเข้าไปพบอุรุกวัยแทน ทีมชาติจีนที่มีข่าวว่าเตรียมจะเซย์เยสมาคิงส์ คัพก็ถูกตีตกไปทันที

ฝั่งเวียดนามเองทีแรกมีข่าวว่าไม่อยากมาร่วมรายการคิงส์ คัพเพราะพวกเขามองว่าทีมชาติของตัวเองนั้นเหนือกว่าทีมชาติไทยไปแล้ว เพราะได้ทั้งแชมป์อาเซียน คัพ, และรายการเอเชี่ยน คัพก็ไปไกลกว่าเพราะผ่านเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ขณะที่ไทยจอดแค่รอบ 16 ทีม อันดับโลกก็เหนือกว่าทีมชาติไทย ไม่นับรวมทีมรุ่นอายุต่ำกว่าชุดใหญ่ที่เวียดนามทำผลงานได้ดีกว่าไทยแทบจะทุกรายการ แต่สุดท้ายปาร์ก ฮัง ซอ โค้ชชาวเกาหลีใต้ที่ปลุกปั้นทีมดาวแดงให้มีผลงานสุดหรูก็ขอให้สมาคมฟุตบอลเวียดนามตอบรับเข้าร่วมรายการแข่งที่เมืองไทย เพราะเขามั่นใจว่านาทีนี้เวียดนามไม่ด้อยกว่าไทยแน่ๆ พร้อมด้วยชื่อสุดท้ายที่ได้รับเทียบเชิญเข้าร่วมการแข่งขันคือทีมชาติกือราเซา ทีมชื่อไม่คุ้นหูแต่มีอันดับโลกสูงที่สุดในบรรดาทีมทั้งหมด

สำหรับแฟนบอลทั้งไทยและเวียดนามที่อยากให้ทีมชาติชุดใหญ่ได้เจอกันสักทีก็สมใจหลังโลกออนไลน์ตั้งป้อมใส่กันมานาน ผลการประกบคู่ออกมาเป็นไทยพบเวียดนามและอินเดียพบกือราเซา

รายการคิงส์ คัพครั้งนี้ ทีมชาติไทยจะต้องลงสนามด้วยเกมนัดสำคัญที่แฟนบอลตั้งหน้าตั้งตารอคอย การเจอกันในเกมทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่รายการคัดเลือกฟุตบอลโลก 2018 ในปี 2015 ที่ตอนนั้นไทยชนะทั้งไปและกลับ ขณะที่ผลงานไทยดูสาละวันเตี้ยลง เวียดนามกลับสวนทางเป็นขาขึ้นแบบติดลิฟต์ ทำให้ต่อมความมั่นใจของแฟนบอลไทยถูกสะกิดด้วยคำถามว่า เราโดนเวียดนามแซงไปแล้วหรือเปล่า?

เกมไทย-เวียดนามในคิงส์ คัพครั้งนี้ มันจึงเป็นเกมที่มากกว่าแค่หนึ่งในเกมแพ้ชนะกันในหนึ่งการแข่งขันเท่านั้น แต่คุณค่าของมันคือการประกาศจุดยืนของระดับทีมชาติที่มีต่อกัน ไทยยังเป็นเจ้าอาเซียนเหมือนที่สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยเชื่อมั่น หรือว่าเวียดนามนั้นก้าวผ่านทีมชาติไทยไปเรียบร้อยแล้ว

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดปะทะลิเวอร์พูล ศึกวันแดงเดือดที่ดุเดือดแรงร้อนกว่านัดแรกแน่นอน

การพบกันของอริร่วมเกาะอังกฤษระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกับลิเวอร์พูล ถูกยกให้เป็น Red War ที่เกาะอังกฤษ เนื่องจากทั้งสองทีมต่างมีฉายาว่า Red หรือสีแดงทั้งคู่ และเมื่อถูกแปลเป็นไทยด้วยคำเก๋ๆ ว่า “ศึกแดงเดือด” มันจึงระบุชัดเจนว่าเกมระหว่างสองทีมนี้พบกันครั้งใดต้องเตะกันอย่างถึงพริกถึงขิง

ทว่าหลายฤดูกาลแล้วที่เกมแดงเดือดไม่ได้เดือดอย่างที่แฟนบอลทั่วโลกตั้งตารอคอย ไม่ลิเวอร์พูลก็แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่หลุดจากสภาพทีมที่แข็งแกร่งไปก่อน โดยเฉพาะฤดูกาลนี้ที่เกมแดงเดือดนัดแรกที่แอนฟิลด์จบลงแบบสู้กันไม่ได้ทุกประการ

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลมีต้นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม พวกเขาไม่แพ้ใครอย่างยาวนานจนกระทั่งถึงนัดแดงเดือดที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดภายใต้การคุมทัพของโฆเซ่ มูริญโญ่ออกมาเยือน มีความคาดหวังถึงระดับความเดือดในเกมไว้เพียงระดับหนึ่ง  เพราะมันเป็นฤดูกาลที่ฝั่งยูไนเต็ดทำผลงานได้ไม่ดีเลย ทุกคนคาดหวังว่าอย่างน้อยในเกมที่เต็มไปด้วยศักดิ์ศรี มันควรจะมีอะไรสนุกขึ้นมาบ้าง ราคาต่อรองก่อนลงสนามเจ้าบ้านต่อ 1 ลูก ปรากฏเซียนทุกสำนักสั่งอยู่ข้างคล็อปป์หมด ผลปรากฏว่าในสนามนั้นลิเวอร์พูลเล่นได้ดีกว่าและเอาชนะได้ทุกแง่มุม จบนัดแรกของศึกแดงเดือดฤดูกาล 2018/2019 อย่างจืดชืด

ความเปลี่ยนแปลงในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดช่วงเดือนธันวาคมกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อดีตนักเตะผู้ซื่อสัตย์ของทีมได้ก้าวมาคุมทีมชั่วคราว เขาเอาบางสิ่งที่เรียกว่าจิตวิญญาณของสโมสรกลับมา และนั่นทำให้ทีมออกสตาร์ทได้ด้วยชัยชนะในลีก 5 เกมติด และวิธีการเล่นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ไม่ใช่ว่าทีมปีศาจแดงเล่นดีขึ้น พวกเขากลับไปสู่การเล่นแบบที่ควรเป็นมากกว่า ปรัชญาเกมรุกถูกนำกลับมาใช้และมันได้ผล

ลิเวอร์พูลกลับกลายเป็นทีมที่ประสบปัญหา พวกเขากำลังเผชิญกับการที่แนวรับบาดเจ็บ ซึ่งเจอร์เก้น คล็อปป์มีบทเรียนมาแล้วจากฤดูกาลที่ผ่านมา เขาเสริมทัพได้ดี มีผู้เล่นทดแทนอย่างยอดเยี่ยม แต่ข่าวร้ายคือจำนวนของผู้เล่นในแนวรับที่มีอาการบาดเจ็บดันเพิ่มสูงกว่ากว่าที่เกิดขึ้นในฤดูกาลที่แล้ว และผู้เล่นที่มีอยู่ไม่พอหมุนเวียนลงสนาม นี่จึงเป็นสาเหตุให้หงส์แดงเปิดฉากปีใหม่ด้วยการพ่ายสองเกมติด โอกาสเป็นแชมป์ยังสูงแต่มันเปิดกว้างกว่าเก่า

สถานการณ์ขาขึ้นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับขาลงของลิเวอร์พูล ทำให้แฟนบอลมองไปถึงเกมแดงเดือดที่จะเกิดขึ้นช่วงปลายกุมภาพันธ์ในมุมมองใหม่ จากที่เคยคิดหลังจบเกมที่แอนฟิลด์ว่าลิเวอร์พูลคงเอาชนะได้อีกครั้งแบบไม่ยากอะไร กลายเป็นไม่แน่เสียแล้วหากโซลชายังพาลูกทีมเล่นได้ดีอย่างนี้ต่อไป เอาฟอร์มและความพร้อมปัจจุบันเป็นหลัก เกมนี้ออกฝั่งแมนเชสเตอร์ได้ล้างแค้นแน่นอน

ราคาต่อรองเกมแดงเดือดที่โอลด์ แทร็พฟอร์ดไม่เสมอก็ ป.ป. เรื่องจะแพงถึงหนึ่งลูกคงเป็นไปได้ยาก ใครออกราคาต่อมารีบรอง แนวโน้มออกเสมอสูงเพราะลิเวอร์พูลจถึงจะไม่สมบูรณ์ ต้องแค่เรื่องเล่นเอาหนึ่งแต้มไม่น่าพลาด เพราะอย่างน้อยหนึ่งแต้มก็ยังดีกว่าไม่ได้ แถมถ้าแพ้ขึ้นมากำลังใจที่สร้างมาเพื่อการลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดหนแรกในรอบเกือบ 30 ปีจะหายเอา ขณะที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ต้องการล้างอายความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ และทำอันดับเพื่อกลับไปเล่นรายการถ้วยยุโรปอีกครั้งอาจจะผิดหวังเล็กน้อย

เกมนี้แฟนบอลน่าได้รับรู้ถึงอารมณ์ความระทึกใจแบบหนังคนละม้วนกับเกมนัดแรกอย่างสิ้นเชิง และสีสันของเกมที่ทุกคนตั้งตาคอย ก็น่าจะออกมาสมกับที่มันได้รับฉายาว่า “แดงเดือด” อีกครั้งเสียที

แอตเลติโก้ มาดริด เป้าหมายคือสังเวียนนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกในฝัน

 

การได้เข้าชิงชนะเลิศรายการที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปอย่างยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกคือความฝันของทุกสโมสร แต่ปีนี้แอตเลติโก มาดริดคงอยากที่จะฝันเป็นจริงมากเป็นพิเศษ เมื่อวานด้า เมโทรโปลิตาโน่ รังเหย้าในเกมลา ลีก้าของพวกเขาถูกเลือกเป็นสังเวียนนัดชิงชนะเลิศ

แอตเลติโก มาดริดสามารถผ่านเข้ารอบในกลุ่มที่มีโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จากเยอรมัน, คลับ บรูช จากเบลเยี่ยมและโมนาโก จากฝรั่งเศสเป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม โดยเกือบเป็นแชมป์กลุ่มได้ด้วย หากไม่แพ้เฮดทูเอดทีมจากเมืองเบียร์ไปก่อน

นอกจากผลงานในแชมเปี้ยนส์ลีกที่ดีแล้ว เกมในฟุตบอลลีกของสเปน พวกเขาก็เป็นรองจ่าฝูง โดยมีแต้มตามหลังบาร์เซโลน่า 5 แต้มซึ่งเป็นระยะที่ยังได้ลุ้น และห่างจากรีล มาดริด คู่อริร่วมเมือง 5 แต้มเช่นกัน ซึ่งการได้ลุ้นแชมป์และทำอันดับเหนือกว่าอีกทีมของเมืองเป็นสิ่งที่แฟนบอลแอตมาดริดพึงพอใจมาก

สนามวานด้า เมโทรโปลิตาโน่ที่ถูกเปลี่ยนชื่อตามสปอนเซอร์หลักกับความจุ 67,703 ที่นั่ง เดิมทีมันถูกสร้างขึ้นโดยสภาเมืองมาดริดเพื่อใช้เป็นเวทีแข่งกรีฑาชิงแชมป์โลก แต่ก็ไม่ใด้ใช้งาน ถัดจากนั้นก็พยายามที่จะสร้างให้แล้วเสร็จเพื่อใช้ในกีฬาโอลิมปิก 2016 แต่ก็แพ้ในการเสนอตัวอีก ซึ่งหลังจากแพ้การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ทางสโมสรแอตเลติโก มาดริดที่เพิ่งเซ็นสัญญากับทุนใหม่อย่างวานด้า บริษัทจากประเทศจีนก็เข้ามาซื้อสนามและทำการปรับปรุง ซึ่งก็แทบจะเท่ากับสร้างใหม่อยู่ 4 ปี จนพร้อมเปิดใช้งานในฤดูกาล 2017-2018

สนามแข่งใหม่ ความจุที่มากขึ้น ความทันสมัยที่ไม่น้อยหน้าใคร ทำให้มันกลายเป็นความภาคภูมิใจของสโมสรและแฟนบอล วานด้า เมโทรโปลิตาโน่กลายเป็นเวทีที่ทรงพลังสำหรับสโมสรลายขาวแดงแห่งกรุงมาดริด ด้วยเงินทุนจากสปอนเซอร์ที่มาจากเมืองจีน พวกเขาสามารถสร้างทีมที่แข็งแกร่งขึ้นมาต่อกรกับบาร์เซโลน่าและรีล มาดริดได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ไม่ใช่สู้ได้เพราะเป็นเกมใหญ่แล้วไปพ่ายกับทีมระดับกลางเหมือนที่แล้วมา

ขณะที่ผลงานของทีมดีขึ้นๆ สนามก็ถูกเลือกเป็นสังเวียนนัดชิงของรายการยุโรปที่พวกเขากำลังเข้าร่วม แรงจูงใจที่จะเดินทางไปให้ถึงนัดชิงในบ้านของตัวเองทำให้แอตเลติโก มาดริดเล่นเกมยุโรปอย่างยอดเยี่ยม พวกเขาลงเล่นที่สนามเหย้าและเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด นั่นแปลว่าเกมในวานด้า เทโทรโปลิตาโน่มีความหมายกับพวกเขาและแฟนบอลมากแค่ไหน

ในรอบ 16 ทีม แอตเลติโก้ มาดริดจับฉลากเจอกับอีกหนึ่งทีมที่คาดหวังผลงานระดับสุดยอดอย่างรีล มาดริด นักเตะคนสำคัญของอริร่วมเมืองได้ย้ายไปร่วมทัพและทำให้ยูเวนตุสกลายเป็นตัวเต็งขึ้นมาอย่างน่ากลัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้จะได้กลับมาเยือนมาดริดอีกครั้งในสนามของคู่แข่งที่เขาเคยปะทะแข้งด้วย แต่คราวนี้มันคงไม่ง่ายเพราะเดิมพันเข้ารอบต่อไปนั้นสูงมาก

เส้นทางไปยังนัดชิงชนะเลิศของแอตเลติโก มาดริด อาจจะยังเหลือระยะทางอีกไกล แต่มันก็ไม่แน่ถ้าพวกเขาใช้เกมในบ้านเป็นแรงจูงใจที่จะเอาชนะและผ่านทุกทีมเพื่อไปถึงฝัน มันก็อาจจะเป็นไปได้ที่นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ลีกจะมีชื่อของเจ้าของสนามตัวจริงลงแข่งขันเอง

เพียงแต่ว่าพวกเขาจะต้องหักปากกาเซียนเอาชนะยุเวนตุสที่ตูรินให้ได้ก่อน ไม่อย่างนั้นเกมรอบ 16 ทีมจะเป็นเกมสุดท้ายที่ได้เล่นในวานด้า เมโทรโปลิตาโน่เป็นแน่

 

ว่าที่เจ็ดนัดติดของผีแดง เกมที่จะต่อประวัติศาสตร์ของโซลชา

ผู้คนทั่วโลกที่กลายมาเป็นแฟนบอลของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมักชื่นชอบในการเล่นเกมรุกที่ดุดัน รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งนั้นเคยพาแมนเชสเตอร์ ยูในเต็ดครองความยิ่งใหญ่บนเกาะอังกฤษและยุโรป แต่มันหายไปพร้อมการมาของโฆเซ่ มูรินโญ่ อดีตผู้จัดการทีม จนกระทั่งเขาโดนปลด อดีตนักเตะของทีมก็เข้ามาทำหน้าที่แทนพร้อมกลับปรัชญาดั้งเดิมที่ถูกนำกลับมาใช้

โอเล่ กุนน่าร์ โซลชาสามารถเก็บชัยชนะได้ตั้งแต่นัดแรกที่คุมทีม โดยโซลชาพาทีมไปปลดล็อคหลังจากแพ้ลิเวอร์พูลและวาเลนเซียด้วยการชนะคาร์ดิฟฟ์ถึงบ้าน 1-5 แนวรุกสามารถทำประตูได้มากกว่าถึง 5 ลูกหลังจากครั้งสุดท้ายที่ทำได้ต้องย้อนกลับไปสมัยที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันยังคุมทีมด้วยซ้ำ แต่ทุกคนก็พูดว่านั่นเพราะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแข็งแกร่งกว่าคู่แข่งที่อยู่ในกลุ่มหนีตกชั้นมากอยู่แล้ว

ปีศาจแดงลงเล่นอีกสามเกมต่อมาด้วยการเอาชนะฮัดเดอร์ฟิลด์ 3-1, เอาชนะบอร์นมัธ 4-1 และเอาชนะนิวคาสเซิ่ลได้ 0-2 ทุกคนก็ยังคงมองว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยังไม่เจอทีมที่แข็งแกร่ง แต่ถึงตรงนี้แฟนบอลปีศาจแดงและสโมสรคู่แข่งรู้แล้วว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปหลังการมาของโอเล่ กุนน่าร์ โซลชา

เกมเอฟเอคัพกับเร้ดดิ้งก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งเกมที่ชี้วัดความแข็งแกร่งของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ได้ ทีมรองบ่อนจากลีก วันแทบจะไม่มีอะไรที่สามารถต่อกรกับทีมจากพรีเมียร์ลีกได้เลย และนั่นทำให้โซลชาสามารถสร้างสถิติชนะรวด 5 เกมนับตั้งแต่คุมทีม เทียบเท่ากับตำนานอย่างเซอร์แมตต์ บัสบี้ซึ่งทำเอาไว้ตั้งแต่นานมาแล้ว

โจทย์ใหญ่ของโซลชาที่จะเป็นตัวพิสูจน์เขาและลูกทีมคือเกมนัดที่ 6 ในการคุมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีคิดไปเยือนสเปอร์ ทีมที่นัดแรกของการเจอกันบุกมาชนะพวกเขาราบคาบ 3-0

ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นราวกับต้องการให้โซลชาได้เป็นตำนานบทใหม่ ทีมต้องเผชิญหน้ากับสโมสรที่ผู้จัดการทีมของพวกเขาเป็นเป้าหมายในการดึงมาคุมทัพฤดูกาลหน้า แต่การจบลงด้วยชัยชนะ 1-0 จากประตูของมาร์คัส แร็ชฟอร์ด และการป้องกันประตูที่สุดยอดของเดบิด เด เกอา ทำให้ประวัติศาสตร์ใหม่ในการเริ่มต้นงานคุมทีมของผู้จัดการสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปอยู่ที่ชัยชนะ 6 เกมรวด

แฟนบอลปีศาจแดงคงหวังว่าโซลชาจะสามารถทำสถิติใหม่ต่อไปได้อีก เพราะนัดหน้าพวกเขาจะได้เจอไบรท์ตัน แม้ว่าคู่แข่งจะเป็นทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องความเหนียวแน่นแถมยังเอาชนะพวกเขามาก่อน หากล้างแค้นได้มันจะเป็นเกมที่ 7 ของโซลชา และหากมีเกมที่ 7 ก็อาจจะมีเกมที่ 8 หากสามารถเอาชนะอาร์เซน่อลได้ในรอบถัดไปของฟุตบอลเอฟเอ คัพ

พูดตามตรงว่าโอกาสเก็บทั้งไบรท์ตันและอาร์เซน่อลเป็นไปได้หมดสำหรับผีแดงตอนนี้ สองเกมข้างหน้า ถ้าราคาไม่แพง เชื่อใจโซลชา วางใจหนูเดฟ ลุ้นหนึ่งเม็ดจากหนูแร็ช ถือหางผีแดงไว้ไม่ผิดหวัง

เทพนิยายที่โซลชากำลังทำอยู่ตอนนี้อาจจะยืดยาวออกไปอีกเรื่อยๆ หากเทียบกับการที่เขาสามารถซื้อใจนักเตะให้กลับมาอยู่ในความกระหายชัยชนะได้เหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้ และบางทีมันอาจจะส่งผลให้เขาได้สัญญาฉบับใหม่ที่ไม่ใช่แค่การคุมทีมช่วยสโมสรที่รักเป็นการชั่วคราวไปจนสิ้นสุดฤดูกาลนี้เท่านั้น

 

อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมพลังหนุ่มที่โดดเด่นในเวทีแชมเปี้ยนส์ลีก

สโมสรจากเดนมาร์กเป็นแค่ทีมจากลีกระดับรองของยุโรปมาหลายปีต่อเนื่อง พวกเขามักสูญเสียผู้เล่นชั้นดีของทีมให้สโมสรใหญ่ๆ ในฤดูกาลถัดมาอยู่เป็นประจำ แต่มันไม่เกิดขึ้นกับอาแจ็กซ์ในฤดูกาลนี้

ปีที่แล้วอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมสามารถทะลุเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศรายการยูโรป้า ลีกได้อย่างเซอร์ไพรซ์ พวกเขามีดาวรุ่งชั้นเยี่ยมมากมายสมกับที่เป็นสโมสรที่โดดเด่นในการปั้นนักเตะดาวรุ่ง จบฤดูกาลที่แล้วพวกเขารักษาขุมกำลังไว้ได้เกือบทั้งหมด และทุกคนก็กลายมาเป็นนักเตะที่ถูกกล่าวถึงมากในการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลนี้

มัทไธจ์ส เด ลิกต์ กองหลังวัย 19 ปี, ดอนนี่ ฟาน เด เบค กองกลางวัย 20 ปี, แฟร้งกี้ เดอ ย็อง กองกลางวัย 21 ปี, นัซเซอร์ มาซราอุย วิงแบ็ควัย 21 ปี รวมถึงเดวิด เนเรส ปีกขวาวัย 21 ปี ซึ่งทุกคนเป็นกำลังสำคัญในฤดูกาลที่ผ่านมา แถมแต่ละรายก็ถูกเชื่อมโยงข่าวย้ายตัวกับสโมสรระดับชั้นนำ จากทั้งสเปน อังกฤษและอิตาลี จึงนับว่าเป็นความเยี่ยมยอดที่อาแจ็กซ์สามารถรั้งพวกเขาไว้ได้ และมันทำให้ทีมสามารถลงต่อกรกับคู่แข่งในแชมเปี้ยนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม ที่มีเพื่อนร่วมกลุ่มอย่างบาเยิร์นได้อย่างน่าประทับใจ

อาแจ็กซ์ทะลุเข้ารอบน็อคเอ้าท์ด้วยการไม่แพ้บาเยิร์น มิวนิคทั้งสองนัด มันคือก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของบรรดาแข้งวัยรุ่น ไม่เพียงแต่จะทำให้พวกเขาได้ลงเล่นในเกมระดับสูงต่อไปอีก หลังจากที่ปกติมักตกรอบแบ่งกลุ่มไปก่อน แต่มันทำให้ทุกคนมีโอกาสแสดงศักยภาพที่เปลี่ยนเป็นค่าตัวที่สูงขึ้น และเงินจะย้อนกลับไปที่สโมสรมากกว่าที่จะได้รับหากปล่อยนักเตะไปตั้งแต่ซัมเมอร์ที่ผ่านมา

คู่แข่งของอาแจ็กซ์ในรอบ 16 ทีมคือทีมเจ้าของแชมป์มากที่สุดของรายการยุโรปอย่างรีล มาดริด ในสภาพที่ราชัน ชุดขาวดูจะไม่แข็งแกร่งเหมือนที่พวกเขาเคยเป็น อาแจ็กซ์สามารถคาดหวังได้ว่าพวกเขาจะทำผลงานที่ดีได้เหมือนที่สร้างความลำบากให้กับแชมป์บุนเดสลีก้าทั้งในนัดเยือนที่เสมอ 1-1 และนัดเหย้าที่เสมอกัน 3-3

แต่ถ้าถามว่าจะผ่านรีล มาดริดได้ไหม คำตอบคง “เป็นไปได้ยาก”

แข้งดาวรุ่งของอาแจ็กซ์ได้แสดงให้เห็นความสามารถเกินระดับอายุของตัวพวกเขา ส่วนหนึ่งมันเกิดจากการที่ได้เล่นกันอย่างต่อเนื่องในเกมระดับสูงต่อจากฤดูกาลที่แล้ว กระดูกของพวกเขาแข็งขึ้นและนั่นทำให้พวกเขากล้าที่จะสู้อย่างไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีคู่แข่งที่เหนือกว่า

แต่อาแจ็กซ์อาจจะต้องทำใจว่าหลังจากจบฤดูกาลนี้ หรืออาจจะตั้งแต่ตลาดรอบสองนี้เลยก็ได้ที่พวกเขาจะต้องเสียนักเตะกำลังสำคัญออกไปจากทีม เพราะนอกจากสโมสรต้องทำธุรกิจฟุตบอลแล้ว นักเตะเองก็อยากได้เวทีที่ใหญ่ขึ้นในการสั่งสมชื่อเสียง ซึ่งนั่นก็เป็นแนวทางที่อาแจ็กซ์ยอมรับมาตั้งแต่แรกว่า พวกเขาคงไม่แคล้วที่จะต้องเดินหน้าในธุรกิจลูกหนังแบบนี้

หมดจากดาวรุ่งชุดนี้ อาแจ็กซ์ก็คงสร้างนักเตะดาวรุ่งเพิ่มขึ้นมาได้อีกมากมาย เพราะอย่างน้อยทุกคนก็รู้ดีกว่า ที่สโมสรแห่งนี้พวกเขามีโอกาสลงเล่นและต่อยอดสู่สโมสรที่อยู่เหนือขึ้นไปได้ไม่ยาก

ชีวิตบนเวทีใหม่ของคริสเตียโน่ โรนัลโด้

ไม่มีใครคิดว่าโรนัลโด้จะย้ายออกจากรีล มาดริด และไม่มีใครคิดว่าทีมที่โรนัลโด้เลือกไปนั้นจะเป็นยูเวนตุส โดยเฉพาะการที่ทีมม้าลายแห่งตูรินยอมจ่ายถึง 100 ล้านปอนด์เพื่อแลกนักเตะหนึ่งรายที่มีอายุถึง 33 ปีแล้วมันเป็นอะไรที่บ้ามาก

แต่แล้วโรนัลโด้ก็ทำให้ทุกคนเห็นว่าเขาคือของจริงที่ยังคงเป็นตัวจริง สถิติของทั้งตัวเองและทำร่วมกับสโมสรถูกสร้างขึ้นแทบจะทุกสัปดาห์ ผู้คนหันมาให้ความสนใจกับการมาของเขา ยอดรวมผู้ชมในสนาม ยอดจำหน่ายเสื้อ และอีกมากมายที่ยูเวนตุสและลีกเซเรีย อาได้ไปจากการมาของกัปตันทีมชาติโปรตุเกสคนเดียว เป็นอะไรที่เกินคาดมาก

ยูเวนตุสเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องแม้ช่วงแรกโรนัลโด้จะฟอร์มยังไม่ดีนัก และหลังจากที่โรนัลโด้ติดเครื่องได้ เขาก็ยิ่งเล่นได้โดดเด่นและเป็นหัวใจของทีม ไม่เพียงแต่เกมในลีกเท่านั้น หากแต่รวมไปถึงในรายการยุโรป ยูเวนตุสก็น่าเกรงขามขึ้นไปอีกระดับจากที่พวกเขาเคยเป็น ใครจะคิดว่าแค่นักเตะหนึ่งรายจะทำอะไรให้เปลี่ยนแปลงได้ขนาดนั้น

จากสโมสรที่ยิ่งใหญ่คับประเทศอิตาลี แชมป์สคูเด็ดโต้ 7 สมัยติด แชมป์โคปา อิตาเลีย 4 สมัย แต่ในรายการยุโรปที่พวกเขาไปทุกปีกลับมีเพียงแค่คำว่าเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์เท่านั้น ทั้งสโมสรและแฟนบอลรู้ว่าทีมของพวกเขาเก่งไม่แพ้ใคร แต่มันยังไม่ดีพออยู่ทุกปี

เรื่องหนึ่งที่ถูกกล่าวขานถึงมากที่สุดก็คือเรื่องนิสัยในความอยากเอาชนะของโรนัลโด้ นักเตะวัย 33 ปีสร้างความประหลาดใจให้กับเหล่าเพื่อนร่วมทีมอย่างมากว่าเขารักษาสภาพความฟิตของตัวเองไว้ได้อย่างไร ปรากฏว่าข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ถูกบอกกล่าวกับถึงพฤติกรรมบ้าซ้อม บ้าฟิตเนสของโรนัลโด้ที่ทุกคนต้องยอมศิโรราบ

ความเป็นคนที่ทุ่มเทและทำงานหนักมาของคริสเตียโน่ โรนัลโด้นี่เองที่เป็นตัวจุดประกายความมุ่งมั่นให้คนรอบข้าง โรนัลโด้ไม่ได้เอ่ยปากให้คนนั้นคนนี้เล่นให้เต็มที่ แต่การที่เขาเองเล่นเกินร้อยทุกครั้งที่ลงสนาม มันทำให้คนอื่นๆ ตื่นตัวตามไปด้วย สตาร์ในทีมยูเวนตุสต้องพยายามดิ้นรนหนีร่มเงาความยิ่งใหญ่ของโรนัลโด้ นั่นกลายเป็นการรีดศักยภาพตัวเองออกมา และมันส่งผลดีต่อเจ้าม้าลายในทุกเกมการแข่งขัน แม้แต่ในเกมที่โรนัลโด้ทำอะไรได้ไม่ดีเหมือนเกมอื่นๆ

หลายเกมที่ยูเวนตุสเคยเล่นเพื่อผลสกอร์เสมอ แผนการเล่นอย่างระมัดระวังมากเกินไป ทำให้บางครั้งยูเวนตุสจบเกมด้วยการชนะ 1-0 ซึ่งมันก็เพียงพอสำหรับพวกเขา แน่นอนว่าสามแต้มนั้นสำคัญ แต่แฟนบอลต้องการอะไรมากกว่านั้น การมาของโรนัลโด้ทำให้แฟนบอลสัมผัสได้ถึงความกระหายในการทำประตูเพิ่ม และเมื่อทำได้แล้วก็ยังไม่หยุดที่จะอยากทำได้ดี อารมณ์ของเกมที่ยูเวนตุสลงเล่นเปลี่ยนไป ซึ่งมันดีต่อการเรียกแฟนบอลให้เข้าสู่สนาม ไม่ใช่แค่แฟนของม้าลาย แต่รวมไปถึงแฟนบอลคู่แข่งด้วย

ความกระหายในชัยชนะจากการแข่งขันของโรนัลโด้ เปลี่ยนให้เวทีเซเรีย อามีสีสันใหม่ ทุกคนสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นที่เพิ่มระดับขึ้น นักเตะที่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ด้วยสิ่งที่เขาเป็นนั้นยิ่งใหญ่มาก และทุกวันๆ ของเกมฟุตบอลในอิตาลี ตราบที่โรนัลโด้ยังคงลงเล่นอยู่ก็น่าจะกลับสู่ความรุ่งเรืองในแบบที่พวกเขาเคยเป็นอีกครั้งได้ และมันคงจะมากยิ่งขึ้นถ้าโรนัลโด้พาทีมคว้าแชมป์ถ้วยยุโรปปีนี้ได้ ราคาต่อรองที่ปล่อยออกมาให้พวกเขาเป็นเต็ง 3 ที่ 13/2 เป็นอะไรที่คุ้มค่าในการลงทุนมาก

 

ลูเชี่ยน ฟาฟร์ ชายผู้พาความสวยงามของฟุตบอลกลับมายังถิ่นเสือเหลือง

หนึ่งฤดูกาลก่อนการมาของลูเชี่ยน ฟาฟร์ สโมสรฟุตบอลที่กลายเป็นทีมชั้นแนวหน้าของเยอรมันอย่างโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ในช่วงหนึ่งทศวรรษหลังอยู่ในสภาพที่ตกต่ำลง จากที่เคยได้เป็นแชมป์หรือไม่ก็รองแชมป์บุนเดสลีก้า ผ่านเข้าชิงเอเอฟเบ โพคาล ผ่านถึงรอบน็อคเอ้าท์แชมเปี้ยนส์ลีก ทีมประสบความล้มเหลวแทบทุกรายการที่ลงเล่น

สองผู้จัดการทีมทั้งปีเตอร์ บอสซ์และปีเตอร์ สโตเกอร์ไม่สามารถทำให้ซิกนัล อิดูน่า ปาร์คกลายเป็นที่น่าเกรงขามเหมือนตอนที่เจอร์เก้น คล็อปป์และโธมัส ทูเคิ่ลทำไว้ ความสวยงามของการเล่นในหลายฤดูกาลหลังหายไป พวกเขาจบได้อันดับ 4 ในลีก ฟุตบอลถ้วยในประเทศก็ถึงแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ตกรอบแบ่งกลุ่มจากแชมเปี้ยนส์ ลีกและไปหยุดแค่รอบ 16 ทีมในยูโรป้า ลีก กองหน้าตัวเก่งอย่างปิแอร์ เอเมอริก-โอบาเมยองก็ถูกขายออกจากทีม แถมยังแพ้คู่แข่งอย่างบาเยิร์นยับเยิน 6-0 ทีมต้องการการเปลี่ยนแปลง และลูเชี่ยน ฟาฟร์คือคนที่ถูกเลือก

ผู้จัดการทีมชาวสวิสเซอร์แลนด์ถูกดึงตัวจากนีซ สโมสรในฝรั่งเศส ผลงานที่นีซของฟาฟร์นั้นโดดเด่นมาก แม้ไม่สามารถพานีซ ทีมระดับกลางๆ เป็นแชมป์ แต่ก็จบสูงถึงอันดับ 3 จุดแข็งของฟาฟร์คือการที่เขาทำให้นักเตะฟอร์มดีขึ้นมาได้ หนึ่งคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวแสบอย่างมาริโอ บาโลเตลลี่ที่ฟอร์มดร็อปสวนทางกับความยุ่งเหยิงนอกสนามกลายมาเป็นผู้เล่นที่ทำทุกอย่างให้สโมสรได้อย่างยอดเยี่ยม เท่านั้นไม่พอ นักเตะไร้ชื่อเสียงอย่างฌอง-มิเชล เซรี, อาเลสซาเน่ เปลอา หรือไวแลน ซีเปรียง ต่างสามารถเล่นกันได้อย่างสุดยอด อาจจะยอดที่สุดตลอดชีวิตการค้าแข้งของพวกเขา ทำให้ดอร์ทมุนด์เล็งเห็นความสามารถในการปั้นนักเตะชื่อเสียงไม่ดังให้กลายเป็นดาวได้

ที่ดอร์ทมุนด์ในฤดูกาลนี้ มาร์โก้ รอยซ์ กองกลางกัปตันทีมทำผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตได้อย่างน่าประทับใจ เช่นเดียวกับกองหน้าที่ยืมตัวมาแบบคนไร้ชื่อเสียงอย่างปาโก้ อัลกาเซอร์ก็กลายเป็นดาวยิงฟอร์มแรง นี่คือสิ่งที่ฟาฟร์ทำให้ดอร์ทมุนด์กลับมาเป็นทีมที่ลงเล่นแล้วดูน่าสนุก

ชื่อเสียงเรื่องปั้นนักเตะพรสวรรค์สูงให้กลายเป็นแข้งชั้นดีได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ฟาฟร์ถูกยกย่อง จาดอน ซานโช่ นักเตะหนุ่มจากอังกฤษเลือกที่จะย้ายมาหาประสบการณ์และโอกาสจากสโมสรนอกประเทศ และฟาฟร์ก็เชื่อมั่นในฝีเท้าของเด็กหนุ่ม จนส่งผลให้เขากลายเป็นดาวเด่นดวงใหม่ของบุนเดสลีก้า ซานโช่กลายเป็นผู้เล่นดาวรุ่งที่ถูกจับตามอง และถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษ

ตอนที่ฟาฟร์เข้ามาทำหน้าที่ ไม่มีใครคิดว่าเขาจะพาทีมเป็นจ่าฝูงได้ง่ายๆ เพราะที่เยอรมันนั้นใครๆ ก็ต้องนึกถึงทีมเบอร์หนึ่งอย่างบาเยิร์นก่อน แม้จะออกสตาร์ทด้วยการขึ้นเป็นจ่าฝูงตั้งแต่เกมแรก แต่เมื่อผ่านไปสี่เกมให้หลัง ดอร์ทมุนด์ก็หลุดจากจ่าฝูง พวกเขาอาจจะไม่แพ้แต่ก็สะดุดเสมอจนทีมหล่นลงมาจากตำแหน่งหัวตาราง ฟาฟร์จูนเครื่องใหม่และพาทีมกลับมาชนะด้วยการยิงประตูคู่แข่งอย่างสนุกสนาน ดอร์ทมุนด์ลงสนามอย่างมั่นใจ พวกเขาสามารถทำประตูคู่แข่งได้ทุกนัด มากบ้างน้อยบ้าง แต่แฟนบอลก็สามารถที่จะตื่นตาตื่นใจกับการสร้างโอกาสทำประตูที่ได้ลุ้นตลอด

ใครวิ่งตามเล่นข้างดอร์ทมุนด์มาเรื่อยๆ จะรู้ว่าต่อ 0.5 ลูกได้กินไม่มีพลาด

ถ้ายิงได้ก็ต้องยิง ถ้าโดนยิงก็ต้องยิงคืน เกมของฟาฟร์และดอร์ทมุนด์เป็นแบบนั้น มันคล้ายๆ ช่วงเวลาที่สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเคยทำตัวเองให้กลายเป็นทีมขวัญใจแฟนบอลในยุคก่อนหน้านี้ และเพราะการที่ฟุตบอลมีหลักการว่าใครยิงมากกว่าชนะนี่แหละที่ทำให้ดอร์ทมุนด์ของลูเชี่ยน ฟาฟร์กลายเป็นทีมที่น่าดูชม

ลิเวอร์พูลกับหนทางสู่แชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 29 ปี

ประวัติศาสตร์ 126 ปีของสโมสรจากเมืองลิเวอร์พูล พวกเขาเคยสามารถที่จะยกตัวเองเป็นเบอร์หนึ่งของลีกฟุตบอลเมืองผู้ดีด้วยการเป็นแชมป์ดิวิชั่น 1 ได้มากถึง 18 สมัย ไม่เพียงเท่านั้นยังออกไปครองความยิ่งใหญ่ในเวทียุโรปด้วยการเป็นแชมป์ยูโรปเปี้ยน คัพ 5 สมัยมากกว่าทุกสโมสรร่วมเกาะอังกฤษ แต่ว่าพวกเขาไม่เคยได้สัมผัสแชมป์ลีกสูงสุดมานานถึง 29 ปีเข้าไปแล้ว

ในฤดูกาล 1989-1990 เป็นหนสุดท้ายที่พวกเขาได้ชูถ้วยเบอร์หนึ่งของประเทศ จากนั้นก็ได้แต่มองดูคู่แข่งทีมอื่นหมุนเวียนกันชูถ้วยแชมป์ และต้องเจ็บปวดใจเมื่อเห็นคู่แข่งสำคัญอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเก็บจำนวนแชมป์แซงหน้าพวกเขาไป มันทำให้พวกเขาตกอันดับลงมาจากทีมอันดับหนึ่ง และวนเวียนอยู่กับแค่คำว่าเข้าใกล้โอกาสได้เป็นแชมป์เท่านั้น

การมาของเจอร์เก้น คล็อปป์ในฤดูกาล 2015 ได้นำพาความหวังมาสู่สโมสรลิเวอร์พูล พวกเขากลายเป็นทีมที่มีเอกลักษณ์ในการเล่นโดดเด่นขึ้นมา แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะขึ้นมาทาบคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชลซีและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมไปถึงสเปอร์ด้วย แต่เจอร์เก้น คล็อปป์ก็ทำให้เห็นว่าเขากำลังค่อยๆ ต่อจิ๊กซอว์ของสโมสรให้กลายเป็นรูปที่สมบูรณ์

ฤดูกาล 2017-2018 ลิเวอร์พูลมีรูปร่างหน้าตาของทีมที่ชัดเจน ระบบเกเก้นเพรสซิ่งที่ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันใช้ได้รับการยกย่องว่ามันทำให้ลิเวอร์พูลมีความอันตรายในทุกจังหวะ แต่ปัญหาเรื่องความผิดพลาดของผู้เล่น และขนาดของทีมที่อ่อนแอลงยามเผชิญปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บ ทำให้ลิเวอร์พูลยังไม่ประสบความสำเร็จใดๆ พวกเขาได้แค่อันดับสี่ในลีกและเป็นได้แค่รองแชมป์ฟุตบอลถ้วยยุโรป

หนทางสู่แชมป์พรีเมียร์ลีกของลิเวอร์พูลเริ่มต้นตั้งแต่จบเกมนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีก พวกเขาทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เจอร์เก้น คล็อปป์เริ่มต้นต่อจิ๊กซอว์อีกครั้งจนเป็นที่มาของการคว้าตัวอลิสซง เบ็คเกอร์ นายทวารที่แพงที่สุดในโลก(ตอนนั้น) เมื่อได้ผู้รักษาประตูชั้นดี มีกองหลังที่บัญชาการโดยเวอร์กิล ฟาน ไดค์ มีกองกลางและกองหน้าที่เพิ่มจากสามประสานเป็นสี่ประสาน โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่และเชอร์ดาน ชากิรี่ ลิเวอร์พูลก็แข็งแกร่งขึ้นมาในอีกระดับ ที่สำคัญพวกเขาดูเหมือนจะมีสิ่งที่ทุกสโมสรต้องการ นั่นคือมีดวงประกอบ

ลิเวอร์พูลออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ได้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรตั้งแต่เปลี่ยนจากดิวิชั่น 1 เดิมมาเป็นพรีเมียร์ลีก การยึดจ่าฝูงและมีแต้มทิ้งห่างแชมป์เก่าอย่างน้อยๆ 4 คะแนนทำให้พวกเขาพลาดได้ 1 เกมแบบไม่ต้องกังวลใจ และการเล่นที่ค่อนข้างหวังผลชัยชนะได้ในเกมที่ต้องชนะ มีแต้มในเกมที่เกือบพลาดได้ทุกครั้ง จบช่วงเทศกาลบ็อกซิ่งเดย์ หงส์แดงเป็นจ่าฝูงแบบห่างๆ ถ้าเอาสถิติย้อนหลังมากาง จ่าฝูงในวันปีใหม่ส่วนใหญ่ได้แชมป์

ราคาต่อรองลิเวอร์พูลจะคว้าแชมป์สำเร็จถูกปรับเป็นเต็งหนึ่งเป็นครั้งแรก และเป็นราคาที่แทงไว้ก็ไม่เสียหายเพราะความเป็นไปได้สูงพอตัว จริงอยู่ว่าเส้นทางการแข่งยังเหลืออีกเกินสิบนัด แต่ตัวตนของลิเวอร์พูลตอนนี้กุมความได้เปรียบเอาไว้มากพอที่จะสามารถมองถึงการเป็นแชมป์ได้เกิน 60% เพียงแต่พวกเขาก็ต้องเตือนสติตัวเองไว้เสมอว่ามันจะจบก็ต่อเมื่อพวกเขาคว้าแชมป์แล้วจริงๆ เท่านั้น ระหว่างนี้ก็แค่ทำงานให้ดีที่สุดเหมือนที่กำลังทำอยู่ต่อไป ถ้ายังทำแบบนี้ได้เรื่อยๆ ทีละเกมๆ พวกเขาจะได้สิ้นสุดการรอคอยเสียที