post

ดอร์ทมุนด์ห้ามกาชื่อพวกเขาทิ้ง

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก่อตั้งสโมสรเมื่อ 19 ธันวาคม 1909 หรือที่แฟนบอลไทยรู้จักกันในฉายา “เสือเหลือง” แต่ฉายาของพวกเขาจริง ๆ คือ “ผึ้งน้อย” ดอร์ทมุนด์ในปัจจุบันนับได้ว่าเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จลำดับที่ 2 ในบุนเดสลีการองจากบาเยิร์น มิวนิค และเป็น 1 ใน 3 สโมสรในบุนเดสลีกาที่เคยคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกมาแล้ว โดย 2 สโมสรที่ทำได้ก่อนพวกเขาคือบาเยิร์น มิวนิคและฮัมบูร์ก เอสวี หรือที่คนไทยมักจะรู้จักในฉายาสิงห์เหนือ เสือใต้ แต่ฉายาที่สโมสรของพวกเขาตั้งจริง ๆ ของบาเยิร์น มิวนิคคือดาวแห่งแคว้นบาวาเรียหรือเดอะ เรดส์ (The Red) ซึ่งนอกจากเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จที่สุดในบุนเดสลีกาเยอรมันบาเยิร์น มิวนิคยังเป็นสโมสรที่คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกสูงสุดได้ถึง 5 สมัยมากที่สุดในเยอรมันเช่นกัน สำหรับฮัมบูร์กเอสวี แล้วพวกเขามีฉายาที่เก๋ไก๋ไม่ซ้ำใครคือ “แดร์ ไดโน” หรือเจ้าไดโนเสาร์นั่นเอง ตั้งปลุกคือเมืองท่าเมืองใหญ่ของเยอรมันทางตอนเหนือพวกเขาเคยคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพหรือยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ 1 ครั้ง (เท่ากับดอร์ทมุนด์)ในยุครุ่งเรืองด้วยชัยชนะเหนือยูเวนตุส จากประตูชัยของ เฟลิกซ์ มากัธซึ่งต่อมาได้เป็นทั้งกุนซือฮัมบูร์กและบาเยิร์น มิวนิคเช่นกัน

การสนับสนุนของแฟนบอลที่ไม่เป็นสองรองใครของดอร์ทมุนด์

หากพูดถึงความสำเร็จของดอร์ทมุนด์พวกเขาคือ อันดับสองในเยอรมันโดยไม่ต้องสงสัยไม่ว่าจะนับรายการทั้งในประเทศหรือความสำเร็จในยุโรป พวกเขายังเป็นรองบาเยิร์น มิวนิคอีกหลายช่วงตัว แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาเป็นอันดับ 1 ของเยอรมันอย่างแน่นอน และบางทีพวกเขาอาจจะเป็นอันดับ 1 ของโลกด้วยซ้ำนั่นคือการสนับสนุนจากแฟนบอลในเกมส์เหย้า แฟนบอลของดอร์ทมุนด์นั้นเหนียวแน่นและมีความพิเศษอย่างมาก พวกเขาเป็นเจ้าของสถิติการขายตั๋วปีและยอดเฉลี่ยแฟนบอลไงบ้านของตนเองสูงที่สุดในโลก กว่า 60,000 ที่นั่งคือ ตัวเลขที่แฟนบอลแห่กันมาซื้อตั๋วปีของสโมสร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเชียร์ทีมรักในสนามเวสต์ฟาเลน สเตเดียมที่จุคนมากกว่า 84,000 ที่นั่ง ทำรายได้ให้พวกกับเขาอย่างมั่นคงและเป็นกอบเป็นกำที่แม้แต่ทีมใหญ่ ๆ ในยุโรปที่มีสนามที่มีความจุมากกว่าหรือประสบความสำเร็จมากกว่าพวกเขาอย่างเรอัลมาดริด, บาร์เซโลน่า, ยูเวนตุส, แมนฯยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูลก็ยังทำไม่ได้

การผสมผสานของตัวเก๋าและดาวรุ่ง

ดอร์ทมุนด์ได้นักเตะมากประสบการณ์อย่างมัทธ์ ฮุมเมิ่ลส์, มาริโอ เกิทเซ่ รวมกับสตาร์ตัวเก๋าที่มีอย่างมาร์โก รอยส์, อักเซิ่ล วิตเซล, ตอร์กาน อาซาร์และดาวรุ่งของทีมที่ใคร ๆ ก็อยากได้อย่างจอร์ดอน ซานโช่, ยูเลี่ยน บลันด์ดาวรุ่งทีมชาติเยอรมันที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมจากเลเวอร์คูเซ่น ด้วยศักยภาพผู้เล่นที่มีอาจจะไม่เพียงพอต่อการลุ้นทุกแชมป์ในเยอรมันและยุโรปตามที่นักพนันได้คาดการณ์เอาไว้ แต่ลูกทีมของลูเซียง ฟาร์ฟ ก็น่าจะมีติดมือสักแชมป์

กรุ๊ปออฟเดธในแชมเปี้ยนส์ลีก

เป็นอีกครั้งที่ดอร์ทมุนด์ถูกจับสลากมาอยู่ในกลุ่มแห่งความตาย และครั้งนี้พวกเขาต้องพบกับบาร์เซโลน่า, อินเตอร์มิลานและสลาเวีย ปราก ดูเหมือนว่าทีมเลือดหมูน้ำเงินจากสเปนจะเป็นทีมที่มีโอกาสในการเข้ารอบมากกว่าที่สุด ดอร์ทมุนด์น่าจะต้องตัดสินกับอินเตอร์ มิลานเจ้าของแชมป์ถ้วยนี้สามสมัยที่พึ่งได้อันโตนิโอ คอนเต้อดีตนักเตะและกุนซือจากยูเวนตุสทีมคู่ปรับมาคุมทีมเป็นปีแรก เมื่อจบการแข่งขัน 2 นัดแรก ช่วงเวลานั้นโอกาสของพวกเขาจะเริ่มมีมากกว่าทีมงูใหญ่จากอิตาลีเสียแล้ว ถึงแม้ว่าพวกเขาจะทำได้เพียงแค่เสมอกับบาร์เซโลน่า ทีมเต็งของกลุ่มแบบไม่มีประตู แต่ก็สามารถบุกไปเอาชนะสลาเวียปรากได้สำเร็จ ขณะที่ “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลานกลับทำได้แย่กว่าเมื่ิอทำได้เพียงเปิดบ้านเสมอสลาเวียปรากก่อนบุกไปแพ้บาร์เซโลนาคัมป์ นู อย่างน่าเสียดายทั้ง ๆ ที่ทำประตูนำไปก่อน ในแมทช์ถัดไปพวกเขาจะต้องบุกไปเยือนสนามจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่าของอินเตอร์มิลานซึ่งหากดอร์ทมุนด์สามารถเก็บชัยชนะกลับมาได้ เขาคงไม่พลาดโอกาสที่จะเข้ารอบ 2 อีกแล้ว ดอร์ทมุนด์จะกลับไปเป็นม้ามืดอีกครั้งเหมือนที่พวกเขาเคยได้เข้าชิงแบบไม่มีใครคาดหมายและความแชมป์ได้ในที่สุด ถ้าคุณกำลังจะเดิมพันทีมที่จะคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก ไม่ควรตัดทีมนี้ออกอย่างยิ่ง

post

สิงโตน้ำเงิน(หนุ่ม)คำราม

หนึ่งในฤดูกาลที่แสนยากลำบากของสิงโตน้ำเงินครามเชลซีในยุคกุนซือใหม่ถอดด้ามอย่าง “แฟรงค์แลมพาร์ด” ต้องประสบกับความยากลำบากก่อนเริ่มฤดูกาล เมื่อทีมถูกลงโทษห้ามซื้อนักเตะ เนื่องจากทำผิดกฎฟีฟ่า ทั้ง ๆ ที่ทีมเพื่อนร่วมเมืองหลวงและอีก 2 ทีมจากแมนเชสเตอร์ทุ่มเงินกันทีมละหลักร้อยล้านปอนด์ซื้อนักเตะใหม่กันอิ่มเอมถ้วนหน้า ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ การเสียนักเตะคนสำคัญที่สุดของทีมหลายฤดูกาลอย่างเอแด็นอาซาร์ให้กับเรอัลมาดริดถึงเชลซีจะได้เงินจำนวนมหาศาลถึง 130 ล้านปอนด์แต่ก็ทำได้เพียงเก็บไว้ในกระปุกเท่านั้น และเมื่อการแข่งขันนักแรกในพรีเมียร์ลีกพวกเขาต้องพบกับความพ่ายแพ้ต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดถึง 4-0 นี่มันยิ่งกว่าฝันร้ายชัด ๆ

เล่นดีแต่แต่ไม่มีรางวัล

เชลซีเริ่มต้นฤดูกาลอย่างย่ำแย่ ไม่เพียงแต่ความพ่ายแพ้แบบเละเทะจากถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดพลพรรคสิงห์บลูยังคงต้องหน้าเจื่อนอย่างต่อเนื่องเมื่อพวกเขาต้องมายังต้องมาถูกทีมน้องใหม่อย่างเชฟฟิลด์ยูไนเต็ดและจิ้งจอกสยามเลสเตอร์ตามตีเสมอในบ้าน โดยเฉพาะการพบกับทีมดาบคู่ เชลซีเล่นได้เหนือกว่าทุกประตูแถมยังนำไป 2-0 ก่อนมาถูกตีเสมอในที่สุดไม่คาดคิด ในครึ่งเวลาหลัง รวมถึงนัดที่แพ้ต่อลิเวอร์พูลในศึกชิงถ้วยซุปเปอร์คัพด้วยการดวลจุดโทษอย่างโชคร้ายทั้ง ๆ ที่เล่นได้ดีกว่าและได้ประตูนำก่อนเหมือนเดิม อะไร ๆ ก็ดูจะไม่เข้าทางเชลซีเลย แต่สิ่งที่แฟนบอลและนักพนันยังดูจะเชื่อมั่นในทีมของแฟรงค์แลมพาร์ดได้อยู่คือ สไตล์การเล่นที่ดุดัน เร้าใจ และไม่นานการเล่นที่ยอดเยี่ยมดูมีอนาคตในทุกนัดก็เริ่มที่จะตอบแทนพวกเขาบ้างแล้วพวกเขาเริ่มเก็บชัยชนะในเกมเยือนอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะบุกไปเอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตันทีมแกร่งที่ต่อมาสามารถบุกไปเอาชนะแมนเชสเตอร์ซิตี้ได้ถึงเอติฮัด สเตเดี้ยมถึง 2-0 แต่เมื่อกี้หมาป่าต้องมาเจอกับทีมสิงโตหนุ่มอย่างเชลซี เกมจบลงด้วยการพ่ายแพ้แบบหมดรูปของทีมหมาป่าเหลืองดำถึง 2- 5 เชลซีของแฟรงค์แลมพาร์ดมีความมั่นใจกลับมาแล้ว

สิงโตหนุ่มและก็องเต้

จากนักเตะที่แทบจะไม่มีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกเลยอย่างเมสัน เมาท์และแทมมี่ อับราฮัม กับนักเตะในทีมที่เคยไม่เป็นที่ต้องการของเชลซีและทำผิดพลาดตั้งแต่นัดเปิดฤดูกาลเคิร์ท ซูม่าและไม่เป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลในฤดูกาลก่อนอย่างจอร์จินโญ่, เอเมอร์สัน หรือรอสส์ บาร์คลี่ย์ ทุกคนกลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้งและโดยเฉพาะเอ็นโกโล่ก็องเต้ซึ่งได้กลายเป็นนักเตะระดับโลกเต็มตัวไปแล้ว หากทีมสิงห์บลูส์สามารถรักษามาตรฐานการเล่นให้ได้สม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ เป้าหมายการติดท็อปโฟร์ของพวกเขาคงไม่ใช่เรื่องห่างไกลและ เมื่อทีมสามารถซื้อดาวดังได้เมื่อไหร่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้และลิเวอร์พูลคงจะมีคู่แข่งร่วมลุ้นแชมป์เพิ่มขึ้นที่น่ากลัวเพิ่มขึ้นอีกทีม

post

เรอัล มาดริดกับภาคที่ 2 ของซีดาน

เมื่อครั้งที่ฟลอเรนติโน่ เปเรซประธานคนเก่งของเรอัล มาดริดกำลังตกที่นั่งลำบาก หลังกลับมารับตำแหน่งเป็นคำรบที่ 2 เมื่อราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือลูกหม้อของทีมทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ จนถูกปลดออกจากตำแหน่งและแทนที่โดยซีเนดีนซีดาน อัจฉริยะลูกหนังชาวฝรั่งเศสมาคุมทัพต่อจากกุนซือร่างอ้วนชาวสเปน ซีดานซึ่งแทบจะไม่มีประสบการณ์เลย ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ ซีดานได้พาเรอัล มาดริดประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะการพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกได้ถึง 3 ปีติด จนนักพนันหลาย ๆ คนก็ยังคงทุ่มเงินเดิมพันให้กับทีมอย่างเชื่อมั่น โดยผู้เล่นที่แทบจะเป็นชุดเดิม ๆ จากราฟา แต่ในตอนต้นฤดูกาลก่อนซีดานได้จากทีมไปช็อกวงการ โดยท่านประธานได้ดึง “ฆูเล็น โลเปเตกลี” ก่อนที่ “ซานติอาโก้ โซลารี่” กุนซือชาวอาร์เจนติน่าจะเข้ามาคุมทีมเป็นช่วงสั้น ๆ และเป็นซีดานที่กลับมาคุมทีมอีกครั้ง ก่อนจบฤดูกาลก่อน

การกลับมาทุ่มเงินซื้อนักเตะยังมหาศาลอีกครั้ง

เรอัล มาดริดใช้เม็ดเงินไปกว่า 250 ล้านปอนด์ เพื่อคว้านักเตะชั้นยอดเข้ามาร่วมทีมหลายต่อหลายคน โดยเฉพาะเอแด็ง อาซาร์จากเชลซีที่ย้ายมาด้วยค่าตัวถึง 130 ล้านปอนด์กลายเป็นนักเตะค่าตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรคนใหม่ต่อจากแกเร็ธ เบลทันที รวมถึงลูก้า โยวิชกองหน้าสุดฮอตจากแฟรงเฟิร์ตสโมสรดังในบุนเดสลีกาที่ย้ายมาด้วยค่าตัวแพงระยับถึง 55 ล้านปอนด์โดยประมาณ รวมถึงคนอื่น ๆ อย่างเอแดร์ มิลิเตากองหลังจากปอร์โต้, แฟร์ล็องด์ เมนดี้แบ็คซ้ายจากโอลิมปิก ลียง ที่มีค่าตัวประมาณคนละ 30 ล้านปอนด์ และไม่เพียงแต่เท่านั้น ซีดาน ยังต้องการนักเตะอย่างปอล ป็อกบาหรือคริสเตียน อิริคเซ่นเข้ามาเสริมทีมแทนลูก้า โมดริชที่ใกล้จะปลดระวาง รวมทั้งซุปเปอร์สตาร์ทีมชาติฝรั่งเศสคนปัจจุบันอย่างคีเลียน เอ็มบัปเป้ เขาคือนักเตะที่แฟนบอลมาดริดอยากได้มากที่สุด และตัวเขาเองก็เป็นแฟนบอลของมาดริดและมีคริสเตียโน่โรนัลโด้เป็นนักเตะในดวงใจด้วยเช่นกัน

ทีมที่ไม่ลงตัว

การได้ซีดานกุนซือคนเก่งกลับมาคุมทีมอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ดูเหมือนซีดานจะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยเพื่อจะทำให้ทีมลงตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ เมื่อทีมเหลือเพียงคาเซมิโร่เป็นมิดฟิลด์ตัวรับคนเดียว, ยังไม่มีตัวแทนลูก้า โมดริช, นักเตะใหม่ยังมิลิเตาและโยวิชยังต้องใช้เวลาปรับตัวเข้ากับทีมอีกพอสมควร แถมอาซาร์ก็เจ็บตั้งแต่เปิดซีซั่น ทำให้ซีดานต้องกลับไปใช้นักเตะที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมก่อนหน้านี้อย่างฮาเมส โรดริเกซหรือแกเร็ธ เบลลงเล่นร่วมกับคาริม เบนเซม่าซึ่งกลับมาโชว์ฟอร์มได้ดีอีกครั้ง แม้ว่าตอนนี้เรอัล มาดริดจะเป็นจ่าฝูงในลาลีกาด้วยผลงานที่ยังไม่แพ้ใคร ซึ่งสวนทางกับฟอร์มการเล่นของทีมที่เอาแน่เอานอนไม่ได้เลยในแชมเปี้ยนลีก แต่นั่นอาจจะเป็นเพราะคู่ปรับอย่างบาร์เซโลน่าและแอตเลติโก มาดริดยังหาฟอร์มของตัวเองไม่เจอด้วยเช่นกัน

แชมเปี้ยนลีกของซีดาน

ถึงแม้ปัญหาภายในทีมจะยังไม่สามารถแก้ไขได้ ซีดานยังคงมีปัญหากับการคว้าตัวนักเตะที่เขาต้องการ รวมถึงยังไม่สามารถขายนักเตะที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมออกไปได้เลย ทำให้ข้อจำกัดในการทำทีมรวมถึงบรรยากาศในห้องแต่งตัวยังเต็มไปด้วยความคลุมเครือ แต่ถึงอย่างนั้นเรอัล มาดริดของซีดานก็ยังเป็นทีมที่เต็มไปด้วยขุมกำลังที่ยอดเยี่ยมที่พอจะสร้างความมั่นใจคืนให้นักพนันได้อุ่นใจอีกครั้ง และประสบการณ์อันล้นเหลือของนักเตะและผู้จัดการทีม เมื่อรวมกับแผนการอันแยบยลของซีดานซึ่งเคยพิสูจน์ฝีมือมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน คงไม่มีใครมองข้ามราชันย์แห่งยุโรปและหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในโลกและคว้าแชมป์รายการนี้มากกว่าใคร ๆ

post

สเปอร์สกับฤดูกาลที่ต้องดีกว่าเดิมในยุคของพอช

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์เป็นหนึ่งในสโมสรดังในกรุงลอนดอน เมืองหลวงของประเทศอังกฤษ สเปอร์สเคยเป็นเจ้าของสถิติคว้าแชมป์เอฟ เอ คัพ สูงที่สุด ก่อนจะเสียสถิตินี้ให้กับอาร์เซนอลทีมคู่ปรับร่วมเมืองในปัจจุบัน โดยพวกเขา  คว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1990-91 และก่อนที่ทีมจะสามารถทำได้เพียงคว้าแชมป์ถ้วยเล็กอย่างลีกคัพได้ในอีก 2 ครั้งต่อมาในปี 1998-99, 2007-08 ซึ่งนั่นยังห่างไกลจากเป้าหมายและความคาดหวังของแฟนบอลรวมถึงบอร์ดบริหารของทีม

การบริหารและพัฒนาทีมของคนรุ่นใหม่

หลังจากดาเนี่ยล เลวี่ได้เข้ามารับตำแหน่งประธานสโมสรต่อจากเซอร์อลัน ชูการ์ เขาและกลุ่มอีนิคได้เปลี่ยนแปลงสเปอร์สไปอย่างมากมาย มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ทั้งในเรื่องการของทีมและนักเตะ และแม้ว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมาสเปอร์สจะไม่ได้แชมป์ระดับเมเจอร์รายการใด ๆ เลยแต่สเปอร์สก็ได้ยกระดับทีมขึ้นเป็นหัวแถวในพรีเมียร์ลีกส์ได้สำเร็จ และที่สำคัญที่สุดพวกเขาได้สร้างสนาม “ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์สเตเดี้ยม” ที่ทันสมัยสามารถจุแฟนบอลมากกว่า 60,000 ได้สำเร็จ

ชายชื่อ”เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่”

“พอช” เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่เป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของฟีฟ่าในปีล่าสุดร่วมกับเจอร์เก้น คล็อปป์แล เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทั้ง ๆ ที่ในชีวิตการเป็นโค้ชของโปเช็ตติโน่ เขายังไม่เคยคว้าแชมป์ใด ๆ ได้เลยแม้แต่รายการเดียว แต่การสร้างให้สเปอร์กลายเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลได้อย่างมีคุณภาพ น่าตื่นตาตื่นใจ ปลุกปั้นนักเตะชั้นนำขึ้นชุดเยาวชนหลายต่อหลายคนทั้ง แฮรี่ เคน, เดเล่ อัลลี, ไคล์ วอร์คเกอร์(ย้ายไปแมนฯซิตี้) และการพาทีมเข้าชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมาโดย ที่ไม่ซื้อนักเตะเพิ่มเลยแม้แต่คนเดียว ได้พิสูจน์ความสามารถในการทำทีมที่เขาได้เป็นอย่างดี

แชมป์แรกของพอช? กับความสำเร็จของสเปอร์ส

อย่างไรก็ดีในปีนี้สเปอร์สของพอชได้ทุ่มเงินแตะหลัก 100 ล้านปอนด์เพื่อแลกนักเตะชั้นนำมาร่วมทีม อย่างต็องกี เอ็นดองเบลเล่ กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสจากสโมสรลียง ที่ย้ายมาด้วยค่าตัวสถิติสโมสรกว่า 60 ล้านปอนด์, โจวานนี่ โล เซลโซ มิดฟิลด์ทีมชาติอาร์เจนตินา จากเรอัล เบติส ที่ย้ายมาด้วยสัญญายืมพร้อมออปชั่นซื้อขาด 45 ล้านปอนด์ ถึงจะเป็นการเสริมทัพที่ตรงจุด แต่สเปอร์สก็พบปัญหานักเตะหลายคนในทีมที่เริ่มอิ่มตัวกับทีม หรือใกล้หมดสัญญาอย่าง คริสเตียน อีริคเซ่น, โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลล์ และยาน แฟร์ทองเก้น ทำให้ทีมยังมีผลงานที่ไม่ดีเท่าที่ควรในพรีเมียร์ลีก โดยพลาดท่าพ่ายในบ้านกับนิวคาสเซิลอย่างชนิดหักปากกาเซียน พอชจะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร จะผ่านมันไปพร้อมกับสเปอร์สได้หรือไม่ในฤดูกาลที่เขาไม่สามารถหาคำแก้ตัวได้อีกแล้ว

 

post

ปีศาจแดงยุคใหม่กับโซลชา ในฐานะกุนซือ

หลังจากเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันรีไทร์จากเก้าอี้กุนซือ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 2012-13 ดูเหมือนบรมกุนซือชาวสก็อตแลนด์จะนำเอาความสำเร็จและจิตวิญญาณนักเตะติดตามไปกับเขาด้วย แมนฯยูไนเต็ดเปลี่ยนกุนซืออีกหลายต่อหลายคน ทุ่มเม็ดเงินเสริมนักเตะไปมหาศาล แต่กลับได้มาเพียงแชมป์เอฟเอคัพในปี 2015-16 และแชมป์ยูโรป้าคัพในปี 2016-17 เท่านั้น ดูเหมือนว่าช่วงเวลาอันมหัศจรรย์ที่เซอร์อเล็กซ์เคยร่ายมนตร์เอาไว้มันได้ผ่านพ้นไปเสียแล้ว

กุนซือใหม่หน้าเด็ก(เก่า)โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

กุนซือหนุ่มฉายา “เบบี้เฟซ” อย่างโซลชานับได้ว่าเป็นศิษย์ก้นกุฎิของเฟอร์กูสันอย่างแท้จริง ในสมัยที่เขาเป็นนักเตะของแมนฯยูไนเต็ด ได้สร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซเอาไว้ให้กับทีม แต่การได้รับโอกาสคุมทีมขวัญใจมหาชนอย่างแมนฯยูฯนั้น คงนำผลงานเก่า ๆ มาช่วยอะไรเขาได้ไม่มากนัก โซลชาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมอดย่างมากในช่วงที่รับงานคุมทีมชั่วคราวเมื่อปลายฤดูกาลก่อน แต่เมื่อได้รับการแต่งตั้งถาวรผลงานของทีมก็เริ่มดิ่งลงจนพลาดการทำอันดับไปเล่นในแชมเปียนส์ลีกในที่สุด

การเสริมทัพที่ดีกับปัญหาที่ยังคงมีอยู่

ในฤดูกาลนี้แมนฯยูฯ เสริมทัพอย่างตรงจุด โดยการดึง 2 นักเตะทีมชาติอังกฤษอย่างแฮร์รี่ แม็คไกวร์ด้วยค่าตัวสถิติโลกของกองหลัง 80 ล้านปอนด์, อารอน วาน-บิสซาก้า แบ็คขวา 50 ล้านปอนด์ และแดเนี่ยล เจมส์ปีกจรวดทีมชาติเวลส์จากสวอนซี 15 ล้านปอนด์ ซึ่งทุกคนต่างทำผลงานได้ดีตั้งแต่เปิดฤดูกาล แต่นั่นยังไม่เพียงพอที่จะยกระดับของทีมกับแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ให้หมดไปได้ ไม่ว่าจะเรื่องข่าวการย้ายทีมของปอล ป็อกบานักเตะระดับโลกคนเดียวที่แมนยูมีในปัจจุบัน แนวรุกที่เต็มไปด้วยนักเตะอายุน้อยอย่างเจมส์, แรชฟอร์ด และมาร์กซิยาลที่ฟอร์มไม่ต่อเนื่อง สปิริตของทีมที่ไม่เหมือนก่อน นักเตะบางคนยังสนใจเล่นเพื่อตัวเองมากกว่าทีม บางคนเล่นเพื่อทีมแต่ฝีเท้ายังต้องพัฒนาอีกมาก คือปัญหาต่าง ๆ ที่โซลชาต้องเร่งแก้ไข

การเดิมพันมีผลต่อทั้งโซลชาและเหล่าแฟนบอล

ไม่เพียงแต่กับโซลชาเท่านั้นที่ต้องเดิมพันอนาคตของตนเอง แฟนบอลของทีมก็เช่นกัน เพราะแน่นอนว่าในต่างประเทศนั้น แฟนบอลไม่น้อยที่ชมเกมไปพร้อมกับการวางเดิมพันอย่างถูกกฎหมายด้วยทุกครั้ง ในขณะที่ฟอร์มทีมของตัวเองเป็นแบบนี้ ครั้นจะให้ไปวางเดิมพันตรงข้ามก็ดูจะไร้ศักดิ์ศรีมาก ซึ่งตรงนี้เองที่มีแฟนบอลไม่น้อยเลือกที่จะไม่วางเดิมพันเลยดีกว่า ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นงานหนักเหมือนกัน ที่โซลชาต้องเรียกศรัทธาทั้งหมดกลับมาให้ได้

เป้าหมายของบอร์ดบริหารและเวลาของโซลชา

แมนฯยูฯใช้เงินเสริมทัพไปแล้วราว 150 ล้านปอนด์ แต่พวกเขาก็ได้เงินจากการขายลูกากูกองหน้าคนเก่าของทีมมากถึง 75 ล้านปอนด์เช่นกัน และยังลดค่าใช้จ่ายบางส่วนจากการปล่อยยืมอเล็กซิส ซานเชซที่มีค่าเหนื่อยนสุดโหดอีกด้วย แมนฯยูฯจึงควรซื้อนักเตะอีกอย่างน้อย 2 ตำแหน่งให้กับทีม ตำแหน่งแรกที่ควรเสริมอย่างมากคือเพลย์เมคเกอร์ การดื้อใช้เจสซี่ ลินการ์ด นักเตะที่ไม่เคยมีส่วนร่วมในทุกประตูที่แมนฯยูฯยิงได้เลยกว่า 8 เดือนในตำแหน่งเบอร์ 10 คงถึงเวลาแล้วที่สโมสรระดับแมนยูต้องมีนักฟุตบอลที่ดีกว่านี้ กองหน้าคืออีกตำแหน่งที่ควรจะซื้อเพิ่ม เนื่องจากในปัจจุบันมีจำนวนน้อยเกินไป หลังจากดาวยิงทีมชาติเบลเยียมได้ย้ายออกไป หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดบริหารอย่างที่ควรจะเป็น ทีมของโซลชาก็คงลำบากที่จะพาทีมกลับไปเล่นแชมเปียนส์ลีกหรือลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกก็ตาม เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันใช้เวลาถึง 7 ปีในการพาทีมเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษสมัยแรก แต่สำหรับโซลชาแล้ว เวลาของเขาอาจมีเพียงฤดูกาลนี้เท่านั้น หรือบางทีเขาก็คือแพะของบอร์ดบริหารเหมือนกุนซือหลายคนที่ผ่านมา

 

post

กรีซมันน์กับถ้วยบิ๊กเอียร์ที่รอคอยในสีเสื้อเลือดหมู-น้ำเงิน

อ็องตวน กรีซมันน์ จอมทัพแห่งทีมชาติฝรั่งเศสผู้พา “เลส์ เบลอส์” ฝรั่งเศส คว้าแชมป์โลกครั้งล่าสุดมาแล้ว ตั้งเป้าคว้าแชมเปียนส์ลีกมาครองให้จงได้ในฤดูกาลนี้ หลังจากอกหักกับทีม “ตราหมี” แอตเลติโก มาดริดมาแล้วในการเข้าชิงถึง 2 ครั้ง 2 ครา ก่อนหน้านี้ หลังเปลี่ยนมาสวมเสื้อเบอร์ 17 ในสี “เลือดหมู-น้ำเงิน” บาร์เซโลน่าด้วยค่าตัวกว่า 120 ล้านยูโรแทนในฤดูกาลล่าสุด

การย้ายทีมในช่วงเวลาสำคัญ

กรีซมันน์ในวัย 28 ปีกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพการเป็นนักเตะของเขา แม้ว่าเขาจะพ่ายแพ้ให้แก่ “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” ของเรอัล มาดริดอย่างเจ็บปวดในทั้ง 2 ครั้งที่ทีม “ตราหมี” ของเขาได้เข้าชิงถ้วยใบใหญ่ที่สุดของยุโรปกับเรอัล มาดริด การตัดสินใจย้ายมาร่วมทัพบาร์เซโลน่าต้นสังกัดใหม่ของเขา ที่เป็นคู่ปรับอันแท้จริงของอดีตทีมคู่แข่งร่วมเมืองอย่างเรอัล มาดริดจึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้แก้ตัวในสิ่งที่เคยผิดพลาดไป รวมถึงการได้ร่วมเล่นเคียงข้างนักเตะแห่งศตวรรษอย่างลิโอเนล เมสซี่ ที่เป็นการท้าทายความสามารถของเขาเป็นอย่างมาก แม้ว่าเมสซี่จะเคยได้แชมป์บิ๊กเอียร์นี้มาแล้ว 2 ครั้ง แต่การพลาดหวังในหลายปีที่ติดต่อกันที่บาร์ซ่าต้องตกรอบอย่างเจ็บช้ำ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งเมสซี่และบาร์เซโลน่าจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขามีเพื่อคว้าแชมป์รายการนี้ให้ได้ โดยมีกรีซมันน์เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของพวกเขา

ความคาดหวังจากแฟนบอลและเพื่อนร่วมทีม

ค่าตัวอันมหาศาลที่บาร์เซโลน่ายอมจ่ายเพื่อแลกกรีซมันน์มาร่วมทีม จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้าที่ของเขาวิธีการอุดช่องว่างขนาดใหญ่ที่เนย์มาร์ได้ฝากเอาไว้ในตอนที่ย้ายออกไปจากถิ่นคัมป์ นู ซึ่งก่อนหน้านี้ “ฟิลลิปเป้ คูตินโญ่” เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติบราซิลก็ยังทำไว้ไม่สำเร็จ และได้ย้ายสวนทางกับเขาไปยังบาเยิร์น มิวนิคโดยการปล่อยยืมพร้อมออปชั่นซื้อขาดทั้ง ๆ ที่เพิ่งมาปีกว่า ๆ ด้วยค่าตัวถึง 146 ล้านยูโรก็ตาม

รวมไปถึงการสร้างความมั่นใจให้กลับเหล่านักพนันที่เป็นแฟนตัวยงของทีมได้ จากการฝากความหวังไว้ที่ตัวเขาในการมาครั้งนี้ ทั้งความสำเร็จต่อทีม และชัยชนะจากการวางเดิมพันของเหล่าแฟนบอลเอง

บทสรุปแห่งความสำเร็จ

ตำแหน่งแชมป์ลา ลีการวมถึงโคปา เดลเรย์ ที่บาร์เซโลน่าคว้ามาได้รวมกันหลายครั้งในสิบปีที่ผ่านมา รวมถึงแชมป์ถ้วยสำคัญอย่างยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกคือทุกรางวัลที่กรีซมันน์ยังไม่เคยได้รับ “บาร์เซโลน่า” ของเขาในตอนนี้ยังเป็นทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะชั้นยอดพร้อมที่จะลุ้นคว้าทุก ๆ แชมป์เหมือนทุก ๆ ปีที่ผ่านมา แต่ทีมกำลังประสบปัญหาเรื่องการปรับตัวของนักเตะเก่าและใหม่ในทีมหลายคน รวมถึงผู้จัดการทีมอย่าง “เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้” ที่ได้รับคำวิจารณ์ในด้านลบจากแฟนบอลบาร์ซ่าจำนวนมาก ทั้งเรื่องสไตล์การเล่นหรือผลการแข่งขันที่ผ่านมา ซึ่งกรีซมันน์จะต้องผนึกกำลังกับเมสซี่และทุกคนในทีมเพื่อฝ่าฟันมันไปให้ได้

 

post

ลิเวอร์พูลพร้อมล้างอาถรรพ์เดินหน้าคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 19

สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งเมื่อปี 1892 เกือบหนึ่งร้อยปีต่อมา ลิเวอร์พูลคือ สโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุด ในประเทศอังกฤษ ในปี 1989-90 คือครั้งสุดท้ายที่ลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ลีกได้เป็นสมัยที่ 18 ซึ่งในตอนนั้นแมนฯยูไนเต็ดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้เพียง 7 สมัยเท่านั้น แต่หลังจากที่ดิวิชั่นหนึ่งอังกฤษได้เปลี่ยนชื่อเรียกมาเป็นพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลกลับไม่เคยคว้าแชมป์ได้เลยตลอดระยะเวลาร่วม 30 ปี กลับกลายเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทีมคู่ปรับต่างเมืองสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกหรือดิวิชั่น 1 เดิมได้อีกถึง 13 สมัย ขึ้นเป็นทีมที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดในเมืองผู้ดีแทน  ที่ลิเวอร์พูลได้จนถึงปัจจุบันอย่างไม่น่าเชื่อ และหลังจากนั้นลิเวอร์พูลไม่เคยได้อยู่ในตำแหน่งนั้นอีกเลย จนกระทั่งเริ่มมีความหวังหลังจากได้โค้ชคนใหม่ชื่อ “เจอร์เก้น คล็อป”

เมื่อเหล่าพลพรรคหงส์แดงกลายร่างเป็นฝูงหมาป่า

หลังจากที่ลิเวอร์พูลต้องล้มเหลวกับการเริ่มต้นใหม่อยู่หลายครั้ง และทำได้เพียงเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์เพรีเมียร์ลีกเท่านั้น ลิเวอร์พูลก็กลับมาเป็นทีมที่น่าเกรงขามอีกครั้ง ด้วยสไตล์การเล่นแบบ “เกเก้น” ฟุตบอลของเจอร์เก้น คลอปป์ที่เคยทำสำเร็จที่ดอร์ทมุนด์มาแล้ว ระบบการเล่นของคล็อปป์จะเป็นการเข้ารุมเพรสซิ่งเพื่อแย่งบอลคู่แข่ง เปรียบเสมือนฝูงหมาป่าที่ล้อมเหยื่อของมันไว้ ทำให้คู่แข่งของลิเวอร์พูลครองบอลไม่ได้และมีโอกาสเสียบอลได้ตลอดเวลา การเล่นที่ทุ่มเท ดุดัน และเร้าใจได้ปลุกสปิริตของทีมที่เคยหายไปช่วงนึงได้กลับมาฟื้นคืนอีกครั้ง

นี่คือลิเวอร์พูลที่ดีที่สุดตลอดกาลทีมหนึ่ง

ลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ทำสถิติสโมสรชนะรวดติดต่อกัน 12 นัดติด และไม่แพ้ใครเลยในศึกพรีเมียร์ลีกมา 21 นัดติดต่อกัน ทีมประกอบไปด้วยนักเตะระดับท็อปอย่างอลิสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติบราซิลซึ่งเพิ่งคว้ารางวัล 3 ถุงมือทองคำได้เป็นคนแรก, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ นักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกที่กำลังจะกลายเป็นกองหลังคนแรกของลิเวอร์พูลที่มีโอกาสคว้าบัลลงดอร์ แผงกองกลางที่เล่นกันได้อย่างเข้าขา ลงตัวไม่ว่าจะจัดใครลงมาเล่นก็ตาม 3 ประสานแดนหน้าอย่างมาเน่, ซาลาร์ และฟีร์มีโน่ ที่พร้อมจะสร้างความลำบากใจให้แผงหลังทุกทีมไม่ว่าทีมใดก็ตาม

แชมป์ยุโรป 6 สมัยกลับพรีเมียร์ลีก

ลิเวอร์พูลคือแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกปีล่าสุดที่สร้างรายได้ให้เหล่านักพนันอย่างเป็นกอบเป็นกำในฤดูกาล 2018-2019 เรียกได้ว่าถือหางหงส์แดงไว้แทบไม่มีเสียเดิมพัน พวกเขาได้แชมป์ถ้วยใบใหญ่สุดในยุโรปนี้ถึง 6 สมัยมากกว่าโดยมีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่คว้าแชมป์ได้ 3 สมัย เป็นอันดับรองลงมาเท่านั้น แต่มันอาจจะไม่เพียงพอสำหรับลิเวอร์พูลและแฟนบอลของพวกเขา เพราะ 30 ปีกับการรอคอยแชมป์ลีกสูงสุดมันยาวนานเกินไป ต้องยอมรับว่าคู่แข่งในการลุ้นแชมป์อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือทีมที่เล่นได้เข้าขั้นสมบูรณ์แบบเลยทีเดียวในปัจจุบัน ลิเวอร์พูลจึงจำเป็นต้องสร้างความผิดพลาดให้น้อยที่สุด หลังจากเมื่อฤดูกาลตามหลังแมนฯซิตี้เพียงหนึ่งแต้มเท่านั้น และในฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลเก็บชัยชนะได้ครบทั้ง 4 นัดนำคู่ปรับร่วมลีกแมนเชสเตอร์ซิตี้ 2 คะแนน แม้ระยะทางที่ยังอีกยาวไกล แต่หากลิเวอร์พูลยังคงรักษาอันดับในตารางเอาไว้ได้ ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกคงไม่ไกลเกินเอื้อมอีกแล้ว โอกาสเป็นของพวกเขาแล้ว

 

post

“งูใหญ่” อินเตอร์ มิลานพร้อมล่าแชมป์บิ๊กเอียร์สมัยที่สี่ไปกับคอนเต้

“งูใหญ่” อินเตอร์ มิลานหนึ่งในสโมสรยักษ์ใหญ่จากอิตาลี อดีตแชมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 3 สมัย (ยูโรเปี้ยนคัพเดิม) ภายใต้การคุมทีมของกุนซือคนใหม่ “อันเจโล่ คอนเต้” พร้อมแล้วกับการกลับมาไล่ล่าความสำเร็จในเส้นทางยุโรปอย่างเต็มตัวอีกครั้ง หลังต้องตกรอบเร็วเกินคาดในฤดูกาลก่อนด้วยน้ำมือของทีมรองแชมป์อย่างท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ไปอย่างน่าเสียดาย

เสริมทีมคับคั่ง ตามใบสั่งของกุนซือ

“ซูหนิง” กลุ่มทุนจากจีนเจ้าของสโมสรอินเตอร์ มิลาน ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลและเสริมทัพได้นักเตะตามที่คอนเต้ต้องการแทบทั้งหมด โดยเฉพาะการคว้าตัว “โรเมลู ลูกากู” กองหน้าทีมชาติเบลเยียมจาก “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ด้วยค่าตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรถึง 75 ล้านปอนด์, อเล็กซิส ซานเชสปีกทีมชาติชิลีค่าเหนื่อยแพงจากสโมสรเดียวกัน รวมถึงดาวรุ่งทีมชาติอิตาลีอย่างสเตฟาโน่ เซนซี่, นิโคโล่ บาเรลล่า และดีเอโก้ โกดิน กัปตันทีมชาติอุรุกวัย ผนวกกับขุมกำลังเดิมทำให้ทีมงูใหญ่ในปัจจุบันพร้อมแล้วที่จะต่อกรได้ทุกทีมที่พวกเขาเจอและทุกแชมป์ในรายการที่พวกเขาต้องการ

อยู่กลุ่มแห่งความตาย

“งูใหญ่” อินเตอร์ มิลานโชคไม่ดีนักเมื่อถูกจับมาอยู่ในกลุ่มแห่งความตายอีกครั้ง หลังจากฤดูกาลที่แล้วทีมต้องอยู่ร่วมกลุ่มเดียวกับบาร์เซโลน่า, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ก่อนต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดายด้วยกฎเฮด-ทู-เฮด (ประตูได้เสียเท่ากับสเปอร์ส) ในปีนี้ทีมงูใหญ่ได้ร่วมกลุ่มกับบาร์เซโลน่าหนึ่งในทีมเต็งอีกครั้ง รวมถึงโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์และสลาเวีย ปราก แชมป์จากเช็ก แต่ด้วยขุมกำลังที่เพียบพร้อมกว่าเดิมและฟอร์มการเล่นที่กำลังร้อนแรง โดยทีมงูใหญ่สามารถเก็บชัยชนะได้ 2 นัดรวดตั้งแต่เปิดฤดูกาลกัลป์โซ่ เซเรีย อา อินเตอร์ มิลานจึงน่าจะได้ผ่านเข้ารอบไปได้หากยังลงเล่นด้วยฟอร์มอันแข็งแกร่งเช่นนี้และมีโชคมากกว่าฤดูกาลก่อน

อินเตอร์ มิลาน อีกหนึ่งทีมที่น่าเสี่ยงเดิมพัน

อันที่จริงแล้วจะว่าเสี่ยงก็คงไม่ใช่นัก เมื่อทีมระดับนี้ที่มีทั้งเงินและดาวเตะชั้นนำ การวิเคราะห์คาดเดาผลการแข่งขันในแต่ละนัด สำหรับเซียนพนันบอลด้วยแล้วคงทำได้ไม่ยากนัก เรียกง่าย ๆ ว่า คบงูใหญ่ไม่มีผิดหวังแน่นอน ดังนั้นทีมนี้จึงเป็นอีกทีมที่นักพนันควรจะใส่เงินลงไปเช่นกัน

แชมเปียนส์ลีกกับคอนเต้

“อันเจโล่ คอนเต้” ได้รับการยอมรับกว่าเป็นกุนซือจอมแท็คติกคนนึงในวงการลูกหนังยุคปัจจุบัน เขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในทุกทีมที่เขาคุม เขาประสบความสำเร็จมากมายทั้งยูเวนตุส, ทีมชาติอิตาลี และเชลซี แต่ในแชมเปียนส์ลีกแล้ว คอนเต้ยังไม่เคยคว้าแชมป์ได้เลยในฐานะกุนซือ สำหรับทีมที่เพียบพร้อมไปด้วยประวัติศาสตร์และเงินทองจากกลุ่มทุนซูหนิงอย่างอินเตอร์มิลานในปัจจุบัน ที่พร้อมให้การสนับสนุนคอนเต้ทุกอย่าง นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวดของกุนซืออย่างคอนเต้แน่นอน และอาจจะไม่น่าแปลกใจเลยถ้าอินเตอร์ได้เป็นหนึ่งในทีมที่จะได้ลงชิงชัยใน “อตาเติร์ก สเตเดี้ยม” สนามในกรุงอิสตัลบุล ประเทศตุรกีที่จะเป็นสนามชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปีนี้

 

post

เชลซีสิงโตน้ำเงิน (รอ)คำราม

หลังจากกุนซือชาวอิตาเลียนอันโตนิโอ คอนเต้พาเชลซีทำสถิติคว้าชัยชนะ 12 นัดรวดพร้อมเข้าป้ายคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมากมายในทุกปี ทั้งกุนซือและนักเตะภายในทีม โดยเฉพาะฤดูกาลล่าสุดทีมได้ขายเอแด็ง อาซาร์ไปด้วยค่าตัวสถิติสโมสร 130 ล้านปอนด์ให้แก่เรอัล มาดริดในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล และยังเสียเมาริซิโอ ซาร์รี่กุนซือผู้พาทีมคว้าแชมป์ยูโรป้าคัพเมื่อฤดูกาลก่อนให้แก่ยูเวนตุส วันนี้ทีมต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับกุนซือป้ายแดงที่เป็นตำนานของทีมอย่าง “แฟรงค์ แลมพาร์ด”

เสียอาซาร์ในเวลาที่ติดโทษแบนซื้อ-ขายนักเตะ

การติดโทษแบนซื้อ-ขายนักเตะของเชลซีทำให้ในฤดูกาลนี้พวกเขาไม่สามารถเซ็นนักเตะใหม่ได้เลย แต่ยังถือว่าเป็นโชคดีที่เชลซีมีดาวรุ่งฝีเท้าเยี่ยมอยู่มากมายที่พร้อมขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่อย่างถาวร ทั้งคัลลั่ม ฮัดสัน โอดอยส์, เมสัน เมาท์ และแทมมี่ อับราฮัม จึงนับได้ว่ายังเป็นข่าวดีอยู่บ้าง แม้จะต้องเสียเอแด็ง อาซาร์และดาบิด ลุยซ์ 2 นักเตะหลักในรอบหลายปีของทีมออกไปในช่วงเวลานี้ก็ตาม

เชลซีของแฟรงค์ แลมพาร์ด

การเลือกแฟรงค์ แลมพาร์ดอดีตมิดฟิลด์ผู้เป็นเจ้าของสถิติทำประตูสูงสุดตลอดกาลของเชลซีมาเป็นผู้จัดการทีมนั้น สื่อต่าง ๆ ในอังกฤษและแฟนบอลจำนวนไม่น้อยออกอาการเป็นห่วงว่าอดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษผู้นี้จะเอาชื่อมาทิ้งไว้เสียเปล่า ๆ แลมพาร์ดมีประสบการณ์การคุมทีมน้อยมาก โดยมีเพียงพาทีมดาร์บี้ เคาน์ตี้ทีมระดับแชมเปี้ยนชิพเข้าชิงเพลย์ออฟก่อนพ่ายแพ้ให้แก่แอสตัน วิลล่าอดเลื่อนชั้นขึ้นมาพรีเมียร์ลีกในท้ายที่สุด อย่างไรก็ดีในช่วงเวลา เชลซีที่ติดโทษแบนการซื้อ-ขายนักเตะและเสียนักเตะคนสำคัญของทีมออกไป คงเป็นการยากที่กุนซือมีชื่อเสียงคนอื่น ๆ จะเสี่ยงมาคุมทีมในเวลานี้

เป้าหมายของทีมและการคาดหวังของแฟนบอลเชลซีในฤดูกาลนี้

การเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกโดยการบุกไปแพ้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดถึง 4-0 มันคือฝันร้าย   ดี ๆ นี่เอง และแม้ทีมของแลมพาร์ดจะเล่นได้อย่างดีทีเดียวในแมทช์ต่อมาก็ไม่วายต้องมาพ่ายนัดชิงแชมป์ซุปเปอร์คัพให้แก่     ลิเวอร์พูลด้วยการดวลจุดโทษอีก ทั้ง ๆ ที่ในเวลา120 นาทีพวกเขาควรจะเป็นผู้ชนะเสียมากกว่าด้วยซ้ำ ปัจจุบันพวกเขาเล่นพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ไปแล้ว 4 นัด มี 5 แต้มอยู่ในอันดับที่ 7 ของตารางห่างจากจ่าฝูงลิเวอร์พูล 5 คะแนน หากทีมของแลมพาร์ดยังคงเล่นฟุตบอลได้อย่างกล้าหาญดังเช่นปัจจุบัน การลุ้นโควต้าแชมเปียนส์ลีกที่หวังไว้คงไม่ไกลเกินเอื้อม ดังเช่นฤดูกาลก่อนที่เล่นได้อย่างกระท่อนกระแท่นในบางช่วงเวลา แต่สุดท้ายพวกเขาก็คว้าอันดับ 3 ในลีกและคว้าแชมป์ยูโรป้าคัพได้สำเร็จ

 

post

เรือใบจับติ้วเบาหวิวพร้อมแล่นฉิวซิวชปล.ครั้งแรก

“เรือใบสีฟ้า”แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โคตรทีมมิลเลี่ยนแนร์แห่งเวทีพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ถูกจับสลากมาอยู่กลุ่มซีที่เบากว่าใครในทีมพรีเมียร์ลีกด้วยกัน ร่วมกับชัคตาร์ โดเน็ตส์(ยูเครน), ไดนาโม ซาเกร็บ(โครเอเชีย) และอตาลันต้า(อิตาลี) ที่เพิ่งได้ลงทำศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร ทำให้โอกาสผ่านเข้ารอบต่อไปของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่เหมา 3 แชมป์ในซีซั่นที่ผ่านมาจากอังกฤษดูสดใสเหลือเกินในฐานะแชมป์กลุ่ม

ทีมที่สมบูรณ์เต็มไปด้วยความสมดุล

แมนเชสเตอร์ ซิตี้เสริมทัพไม่มาก แต่ได้นักเตะที่ลงตัวและทดแทนกันได้ในตำแหน่งที่ต้องการ โดยในปีนี้ทีมได้  “โรดรี้” มิดฟิลด์ทีมชาติสเปนจากแอตเลติโกมาดริดเข้ามา เพื่อเป็นตัวแทนแฟร์นันดินโญ่ที่เริ่มอายุมากขึ้น และโรดรี้ก็ไม่ปล่อยให้แฟนบอลเรือใบสีฟ้าต้องรอนาน เขาปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างรวดเร็วและโชว์ฟอร์มได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากโรดรี้แล้ว แมนฯซิตี้ได้คว้าชูเอา คันเซโล่แบ็คขวาทีมชาติโปรตุเกสซึ่งมีปีที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาลที่ผ่านมากับยูเวนตุส แต่โชคร้ายที่เขาไม่ใช่นักเตะที่เมาริซิโอ ซาร์รี่โค้ชคนใหม่ของยูเวนตุสต้องการ นั่นกลายเป็นโชคดีของแมนซิตี้ที่ได้เขามาร่วมทีมเพื่อโรเตชั่นในตำแหน่งแบ็คขวาของไคล์ วอคเกอร์ที่เป็นกำลังหลักของทีมมาตลอดจะได้พักบ้าง ทำให้แมนฯซิตี้ในชุดปัจจุบันลงตัวและมีนักเตะทดแทนกันได้อย่างกลมกลืนแทบทุกตำแหน่ง

ฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรง

ฤดูกาลที่แล้วแมนฯ ซิตี้สร้างประวัติศาสตร์คว้าทุกแชมป์ในการลงเล่นบนเกาะอังกฤษได้เป็นทีมแรก และยังคง โชว์ฟอร์มได้ร้อนแรงมาตลอดตั้งแต่เปิดฤดูกาลเป็นต้นมา แม้จะสะดุดเสมอสเปอร์ส 2-2 ในบ้านหลังถูก VAR ปฏิเสธการได้ประตูชัย (อีกแล้ว) แต่ฟอร์มการเล่นของทีมยังร้อนแรง เกมรุกที่หลากหลายลงตัว ยากแก่การต้านทาน ไม่ว่า “เป๊บ กวาร์ดิโอล่า” จะจัดใครลงเล่น นับว่าเป็นยอดทีมแห่งยุคอย่างแท้จริง แมนฯ ซิตี้ได้ถูกจัดเป็นเต็งหนึ่งในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้จากทุกบริษัทรับพนันถูกกฎหมาย แม้ว่าทีมยังไม่เคยแม้แต่จะเข้าชิงถ้วยใบนี้เลยก็ตาม

เต็งหนึ่งแชมเปียนส์ลีก

ด้วยขุมกำลังที่เพียบพร้อมไปทุกตำแหน่ง ฟอร์มการเล่นที่กำลังเข้าฝัก หรือมันสมองของกุนซือที่ว่ากันว่าเก่งที่สุดในโลกในปัจจุบันอย่างเป๊ป กวาร์ดิโอล่า หากทีมยังคงรักษาฟอร์มการเล่นได้เช่นนี้ และไม่โชคร้ายเกินไปนักเหมือนเช่นฤดูกาลก่อนที่ VAR พรากโอกาสเข้ารอบไปจากพวกเขาไปช่วงทดเวลาเจ็บในสนาม “เอติฮัต สเตเดี้ยม” ของพวกเขาเองอย่างบอบช้ำ เชื่อว่าถ้วยบิ๊กเอียร์ที่แฟนเรือใบสีฟ้าปรารถนาคงไม่หลุดมือไปจากพวกเขาแน่นอน