post

ลิเวอร์พูลผงาดขึ้นเป็นเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกเต็มตัว

บริษัทรับพนันถูกกฎหมายในประเทศอังกฤษได้ลดอัตราการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 19 ของลิเวอร์พูลแบบเดี่ยว ๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี หลังจากที่ทีมหงส์แดงโชว์ฟอร์มร้อนแรงเก็บชัยชนะรวดครบทุกนัดตั้งแต่เปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก ในขณะที่คู่แข่งโดยตรงอย่างทีมเรือใบสีฟ้าแมนเชสเตอร์ ซิตี้กลับต้องประสบกับความพ่ายแพ้อย่างไม่คาดหมายถึง 2 นัด เวลาในการรอคอยแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปีกำลังจะจบลงแล้ว

เซอร์ไพรส์ไม่สอยสตาร์ร่วมทัพ

ในบรรดากลุ่มบิ๊กซิกมีเพียงเชลซีที่ติดโทษแบนการซื้อขายนักเตะเยาวชนผิดกฎจากฟีฟ่าจนหมดสิทธิ์เสริมทัพ นอกจากเชลซีแล้วไม่ว่าจะเป็น 2 ทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์หรือ 2 ทีม จากกรุงลอนดอนอย่างอาร์เซนอลและท็อตแน่มฮ็อทสเปอร์ต่างทุ่มเงินกันกว่าทีมละหลักร้อยล้านปอนด์เพื่อทำการเสริมทัพนักเตะ แม้แต่เอฟเวอร์ตันทีมร่วมเมืองลิเวอร์พูลก็ยังทุ่มเงินกว่า 100 ล้านปอนด์เสริมทัพในฤดูกาลนี้ แต่ลิเวอร์พูลกลับควักกระเป๋าไม่ถึง 2 ล้านปอนด์ เพื่อคว้านักเตะอย่างเซปป์ ฟาน โดน เบิร์ก, ฮาร์วี่ เอลเลียต 2 นักเตะดาวรุ่ง และเอเดรียน นายทวารประสบการณ์สูงชาวสเปนจากสโมสรเวสต์แฮม ยูไนเต็ดเพื่อเข้ามานั่งสำรองแทนซิมง มิโญเล่ต์ที่ย้ายออกไปเท่านั้น ทั้งนี้เจอร์เก้น คล็อปป์โค้ชคนเก่งของทีมได้ให้เหตุผลว่าเขามั่นใจในทีมชุดที่มีอยู่แต่มันก็สร้างความแปลกใจและกังวลใจให้กับเหล่าแฟนบอลเดอะค็อปไม่น้อย

ฟอร์มดีมีโชค

แชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกปีล่าสุดในฤดูกาลนี้พวกเขาดูจะมีความมั่นใจมากกว่าในปีก่อนมากนักเตะดูมีประสบการณ์และเล่นกันเป็นทีมมากขึ้น แม้จะเริ่มต้นอย่างโชคร้ายที่อลิสซง เบ็คเกอร์นายทวารคนเก่งของทีมและทีมชาติบราซิล ต้องบาดเจ็บตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาล แต่เอเดรียน ผู้รักษาประตูประสบการณ์สูงที่ดึงมาจากเวสต์แฮม ทำหน้าที่ทดแทนได้ดีพอสมควรโดยเฉพาะการเซฟจุดโทษในศึกซุปเปอร์คัพนัดชิงกับเชลซีพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ได้ในที่สุดอย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่าลิเวอร์พูลก็มีโชคอยู่ไม่น้อย หรืออาจจะด้วยสปิริตแรงกล้าของทีม ทำให้ทีมมักจะได้ประตูในช่วงท้ายเกมอยู่บ่อย ๆ และทำให้เขาบินสูงเหนือใครในฤดูกาลนี้

ปลายทางแห่งความสำเร็จที่ยังยาวไกล

ไม่มีสโมสรใดที่จะออกสตาร์ทได้ดีกว่านี้อีกแล้วพวกเขาเก็บชัยชนะได้ถึง 8 นัดรวดและทำคะแนนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ทีมอันดับ 2 ถึง 6 คะแนน ไม่มีสโมสรใดในลีกชั้นนำของยุโรปสามารถทำได้ดีกว่าพวกเขาอีกแล้วในฤดูกาลนี้นี่มันคือการออกสตาร์ทในฝันชัด ๆ แต่เส้นทางในอีก 30 นัดที่ยังรอพวกเขาอยู่ สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไปได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขาเคยแมนเชสเตอร์ ซิตี้มาแล้วถึง 10 คะแนน ก่อนที่จะขาดเพียง 1 คะแนน จบด้วยอันดับรองแชมป์ลูกค้าเราแนะนำมาอย่างน่าเจ็บช้ำ นี่จะเป็นโอกาสแก้ตัวของลิเวอร์พูลอีกครั้ง และเชื่อว่าพวกเขาจะทำได้ดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน

post

นอริช ซิตี้เจ้านกขมิ้นบินไม่ขึ้น

สโมสรนอริช ซิตี้หรือฉายา “นกขมิ้นสีเหลืองอ่อน” ทีมน้องใหม่พรีเมียร์ลีก เริ่มจะบินไม่ขึ้นเสียแล้ว หลังจากทำท่าว่าจะไปได้ดีในตอนแรก ด้วยเกมรุกที่ดุดันและหัวหอกฟอร์มฮอตอย่างตีโม ปุ้กกี้แต่ในตอนนี้พวกเขาอาจจะต้องกลับสู่เป้าหมายเดิมที่วางเอาไว้ก่อนเปิดฤดูกาลเสียแล้วนั่นคือ “หนีตกชั้น”

ชื่อของตีโม ปุ้กกี้

ตีโม ปุ้กกี้กองหน้ามากประสบการณ์ทีมชาติฟินแลนด์ ผู้เคยลงเล่นให้สโมสรชาลเก้ 04 ในบุนเดสลีกาเยอรมันและกลาสโกว์ เซลติกทีมชั้นนำในสก็อตติชพรีเมียร์ลีกมาแล้วและยังลงเล่นให้ทีมชาติฟินแลนด์ไปถึง 78 นัดทำได้ 22 ประตู  ประสบการณ์และความสามารถในการยิงประตูของปุ๊กกี้ช่วยนอริช ซิตี้ได้อย่างมากมาย แมวสามารถทำได้ถึง 5 ประตูจาก 3 นัดแรก โดยเฉพาะนัดที่เปิดบ้านเอาชนะนิวคาสเซิล ยูไนเต็ดไปได้ 3 ประตูต่อ 1 ปุ้กกี้คนเดียวทั้ง 3 ประตูทำแฮตทริกได้เป็นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีก แม้แต่ 2 ทีมเต็งอย่างลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ยังไม่สามารถหยุดความฮอตของปุ้กกี้เอาไว้ได้ ด้วยการยิงประตูแรกของตนเองและทีมในแอนฟิลด์สนามของลิเวอร์พูล และโดยเฉพาะทีมเรือใบสีฟ้าที่เล่นเอานักพนันหัวใจแทบวาย เพราะต้องเสียเงินเดิมพันก้อนโต เมื่อต้องพ่ายแพ้เป็นนัดแรกในฤดูกาล จากฝีเท้าของกองหน้าทีมชาติฟินแลนด์ผู้นี้ในสนามแคร์โร้ด บ้านของนอริช ซิตี้

ประสบการณ์ของทีมและฟาร์เค่

ดาเนียล ฟาร์เค่กุนซือวัย 42 ชาวเยอรมัน ผู้เคยคุมทีมสำรองของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมหัวแถวของบุนเดสลีกาเยอรมันถึงแม้ว่าประสบการณ์คุมทีมของฟาร์เค่จะมีไม่มากแต่ด้วยระบบการเล่น 4-2-3-1 ที่ฟาร์เค่ทำให้นอริช ซิตี้กลายเป็นทีมที่เล่นเกมบุกได้อย่างเร้าใจ ดุดันเป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอล แต่ผลงานของนอริชในตอนนี้ออกอาการน่าเป็นห่วง เมื่อทีมต้องพ่ายแพ้ติดต่อกันถึง 3 นัด โดยที่ตีโม ปุ้กกี้กองหน้าตัวเก่งของทีมที่เคยยิงประตูจาก 3 นัดแรกได้ถึง 5 ประตู แต่ในตอนนี้เขาไม่สามารถยิงประตูได้อีกเลยเนี่ย 3 นัดหลัง โดยเฉพาะนัดสุดท้ายที่พวกเขาต้องพ่ายแพ้ต่อแอสตัน วิลล่าทีมน้องใหม่ที่เลื่อนชั้นมาพร้อมกับพวกเขาแบบเละเทะถึง 5-1 ในสนามแคร์โร โร้ด ของตนเอง

กลับสู่เป้าหมายที่วางไว้ในตอนแรกคือ”หนีตกชั้น”

ด้วยการเล่นที่ฉูดฉาด เร้าใจของทีม และฟอร์มการถล่มประตูของตีโม ปุ้กกี้ ทำให้บางทีนอริช ซิตี้อาจจะลืมเป้าหมายที่พวกเขาวางเอาไว้ตั้งแต่ในตอนแรก คือ “การอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ” และตอนนี้คงเป็นโอกาสที่ดาเนียล ฟาร์เค่ ได้พิสูจน์ฝีมือของเขา เพียงแต่เวลาที่เขามีอยู่ในตอนนี้จะเพียงพอหรือไม่? หลังจากใน 7 นัดสุดท้าย พวกเราชนะได้เพียง 1 ครั้งและแพ้ไปถึง 6 นัด นกขมิ้นบินสีเหลืองอ่อนบินไม่ขึ้นเสียแล้ว

post

ฤดูกาลที่คาดหวังสูงของอาร์เซนอลกับเอเมรี่

เมื่ออูไน เอเมรี่กุนซือหนุ่มใหญ่วัย 47 ปี ชาวสเปนเข้ามาคุมทีมแทนอาร์แซน เวนเกอร์กุนซือชาวฝรั่งเศสผู้ทำให้อาร์เซนอลกลายเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในอังกฤษ ได้ปลดระวางไปเอเมรี่ถูกคาดหวังจากแฟนบอลทันทีจากผลงานที่เคยการพาเซบีย่าสโมสรระดับกลางในลาลีกาสเปน ประสบความสำเร็จในระดับยุโรปมาแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่เอเมรี่สร้างชื่อให้กับตนเองจนเป็นที่กล่าวขานในหมู่นักพนัน กับเซบีย่าสโมสรระดับกลางในลาลีกาประเทศสเปนมาแล้ว แต่กับอาร์เซนอลที่เป็นสโมสรที่ใหญ่กว่ามีเงินทองมากกว่า มีทั้งแรงกดดันและความท้าทายมากกว่า โดยก่อนหน้านี้เอมิรี่เคยประสบความล้มเหลวกับเปแอสเชสโมสรเงินหนาจากลีกเอิงแบบช้ำ ๆ เพราะแม้เอเมรี่จะทำเศรษฐีฝรั่งเศสทีมคว้าแชมป์ลีกเอิงได้ แต่ยังไม่เพียงพอกับเป้าหมายที่สโมสรจากเมืองหลวงของฝรั่งเศสตั้งเอาไว้ในยุโรป

ฟุตบอลยุคใหม่ของเอเมรี่

สไตล์การทำทีมของอูไน เอเมรี่ เป็นฟุตบอลที่เล่นเกมรุกอย่างรวดเร็ว ตื่นตาตื่นใจ เอเมรี่ยังนับได้ว่าเป็นกุนซือที่เก่งในการสร้างทีมจากดาวรุ่ง เอเมรี่จึงนับเป็นการเลือกที่เหมาะสมของบอร์ดบริหารทีมปืนใหญ่ในยุคที่ถึงสโมสรจะร่ำรวยแต่เน้นซื้อนักเตะแบบพอเพียง อาร์เซนอลของเอเมรี่ได้รับคำชมจากสื่อมวลชนและนักวิจารณ์เป็นอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ ด้วยสไตล์การเล่นแบบฟุตบอลยุคใหม่ อาจจะยังไม่ได้ลุ้นแชมป์ในระดับเดียวกับลิเวอร์พูลและแมนฯซิตี้ที่มีแข็งแกร่งเกินไป ในช่วงปลายฤดูกาลอาร์เซนอลยังเกาะกลุ่มท็อปโฟร์เพื่อโอกาสในการเข้าร่วมฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปียนลีกได้อย่างเหนียวแน่น นอกจากนี้อาร์เซนอลยังได้เข้าชิงฟุตบอลยูโรป้าคัพ ก่อนที่ทุกอย่างกับจบลงด้วยความผิดหวังจากการทำอันดับท็อปโฟร์ และได้เพียงรองแชมป์ยูโรป้าคัพเท่านั้น

การเสริมทัพครั้งประวัติศาสตร์ของอาร์เซนอล

การเซ็นสัญญาคว้านิโคลัส เปเป้มาจากสโมสรลีลล์ในลีกเอิงฝรั่งเศสด้วยค่าตัว 67 ล้านปอนด์ ทำให้เปเป้กองหน้าทีมชาติไอวอรี่โคสต์กลายเป็นนักเตะที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรในทันที นอกจากนี้อาร์เซนอลยังดึงนักเตะชั้นนำมาอีกหลายคนอาทิเช่น เคียแรน เทียนี่ย์กัปตันทีมเซลติกแชมป์ลีกสกอตแลนด์ 25 ล้านปอนด์, ดาบิด ลุยซ์ กองหลังตัวเก๋าจากเชลซี 8 ล้านปอนด์และยืมดานี่ เซบายอสกองกลางตัวรุกจากเรอัล มาดริด ที่กลายเป็นขวัญใจแฟนบอลทันทีตั้งแต่ลงเล่น ซึ่งอาร์เซนอลอาจจะซื้อขาดด้วยค่าตัวราว ๆ 50 ล้านปอนด์ นี่คือการเสริมทัพครั้งใหญ่ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ของอาร์เซนอล โดยทีมปล่อยไปเพียงอเล็กซ์ อิโวบี้ คนเดียวให้กับเอฟเวอร์ตันด้วยค่ะตัว 34 ล้านปอนด์เท่านั้น

เอเมรี่กับซีซั่นที่กดดัน

จากเม็ดเงินกว่า 100 ล้านปอนด์ที่อาร์เซนอลลงทุนลงไป ปฏิเสธไม่ได้อีกแล้วว่าการติดท็อปโฟร์ไปเล่นฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกคือเป้าหมายขั้นต่ำของทีม ในขณะที่นิโคลัส เปเป้ยังอยู่ในช่วงเวลาปรับตัวเข้ากับทีม, ดาบิด ลุยซ์ก็ยังไม่สามารถช่วยกองหลังทีมได้มากนะ โชคดีที่แบรนด์ เลโน่ ผู้รักษาประตูชาวเยอรมันอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยม และรวมถึงผู้เล่นแนวรุกโดยเฉพาะเอ็มเมอริค โอบาเมย็องกองหน้าตัวหลักของทีมกลับเล่นได้อย่างคมกริบ ช่วยให้อาร์เซนอลในปัจจุบันรั้งอยู่ในอันดับที่ 3 ของตารางพรีเมียร์ลีกอังกฤษและดูเหมือนเทพีโชคจะเข้าข้างพวกเขาไปอยู่บ้างเมื่อ เมื่อทั้งแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ยังทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ โอกาสดีของเอเมรี่มาถึงแล้ว

post

สิงโตน้ำเงิน(หนุ่ม)คำราม

หนึ่งในฤดูกาลที่แสนยากลำบากของสิงโตน้ำเงินครามเชลซีในยุคกุนซือใหม่ถอดด้ามอย่าง “แฟรงค์แลมพาร์ด” ต้องประสบกับความยากลำบากก่อนเริ่มฤดูกาล เมื่อทีมถูกลงโทษห้ามซื้อนักเตะ เนื่องจากทำผิดกฎฟีฟ่า ทั้ง ๆ ที่ทีมเพื่อนร่วมเมืองหลวงและอีก 2 ทีมจากแมนเชสเตอร์ทุ่มเงินกันทีมละหลักร้อยล้านปอนด์ซื้อนักเตะใหม่กันอิ่มเอมถ้วนหน้า ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ การเสียนักเตะคนสำคัญที่สุดของทีมหลายฤดูกาลอย่างเอแด็นอาซาร์ให้กับเรอัลมาดริดถึงเชลซีจะได้เงินจำนวนมหาศาลถึง 130 ล้านปอนด์แต่ก็ทำได้เพียงเก็บไว้ในกระปุกเท่านั้น และเมื่อการแข่งขันนักแรกในพรีเมียร์ลีกพวกเขาต้องพบกับความพ่ายแพ้ต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดถึง 4-0 นี่มันยิ่งกว่าฝันร้ายชัด ๆ

เล่นดีแต่แต่ไม่มีรางวัล

เชลซีเริ่มต้นฤดูกาลอย่างย่ำแย่ ไม่เพียงแต่ความพ่ายแพ้แบบเละเทะจากถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดพลพรรคสิงห์บลูยังคงต้องหน้าเจื่อนอย่างต่อเนื่องเมื่อพวกเขาต้องมายังต้องมาถูกทีมน้องใหม่อย่างเชฟฟิลด์ยูไนเต็ดและจิ้งจอกสยามเลสเตอร์ตามตีเสมอในบ้าน โดยเฉพาะการพบกับทีมดาบคู่ เชลซีเล่นได้เหนือกว่าทุกประตูแถมยังนำไป 2-0 ก่อนมาถูกตีเสมอในที่สุดไม่คาดคิด ในครึ่งเวลาหลัง รวมถึงนัดที่แพ้ต่อลิเวอร์พูลในศึกชิงถ้วยซุปเปอร์คัพด้วยการดวลจุดโทษอย่างโชคร้ายทั้ง ๆ ที่เล่นได้ดีกว่าและได้ประตูนำก่อนเหมือนเดิม อะไร ๆ ก็ดูจะไม่เข้าทางเชลซีเลย แต่สิ่งที่แฟนบอลและนักพนันยังดูจะเชื่อมั่นในทีมของแฟรงค์แลมพาร์ดได้อยู่คือ สไตล์การเล่นที่ดุดัน เร้าใจ และไม่นานการเล่นที่ยอดเยี่ยมดูมีอนาคตในทุกนัดก็เริ่มที่จะตอบแทนพวกเขาบ้างแล้วพวกเขาเริ่มเก็บชัยชนะในเกมเยือนอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะบุกไปเอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตันทีมแกร่งที่ต่อมาสามารถบุกไปเอาชนะแมนเชสเตอร์ซิตี้ได้ถึงเอติฮัด สเตเดี้ยมถึง 2-0 แต่เมื่อกี้หมาป่าต้องมาเจอกับทีมสิงโตหนุ่มอย่างเชลซี เกมจบลงด้วยการพ่ายแพ้แบบหมดรูปของทีมหมาป่าเหลืองดำถึง 2- 5 เชลซีของแฟรงค์แลมพาร์ดมีความมั่นใจกลับมาแล้ว

สิงโตหนุ่มและก็องเต้

จากนักเตะที่แทบจะไม่มีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกเลยอย่างเมสัน เมาท์และแทมมี่ อับราฮัม กับนักเตะในทีมที่เคยไม่เป็นที่ต้องการของเชลซีและทำผิดพลาดตั้งแต่นัดเปิดฤดูกาลเคิร์ท ซูม่าและไม่เป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลในฤดูกาลก่อนอย่างจอร์จินโญ่, เอเมอร์สัน หรือรอสส์ บาร์คลี่ย์ ทุกคนกลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้งและโดยเฉพาะเอ็นโกโล่ก็องเต้ซึ่งได้กลายเป็นนักเตะระดับโลกเต็มตัวไปแล้ว หากทีมสิงห์บลูส์สามารถรักษามาตรฐานการเล่นให้ได้สม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ เป้าหมายการติดท็อปโฟร์ของพวกเขาคงไม่ใช่เรื่องห่างไกลและ เมื่อทีมสามารถซื้อดาวดังได้เมื่อไหร่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้และลิเวอร์พูลคงจะมีคู่แข่งร่วมลุ้นแชมป์เพิ่มขึ้นที่น่ากลัวเพิ่มขึ้นอีกทีม

post

สเปอร์สกับฤดูกาลที่ต้องดีกว่าเดิมในยุคของพอช

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์เป็นหนึ่งในสโมสรดังในกรุงลอนดอน เมืองหลวงของประเทศอังกฤษ สเปอร์สเคยเป็นเจ้าของสถิติคว้าแชมป์เอฟ เอ คัพ สูงที่สุด ก่อนจะเสียสถิตินี้ให้กับอาร์เซนอลทีมคู่ปรับร่วมเมืองในปัจจุบัน โดยพวกเขา  คว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1990-91 และก่อนที่ทีมจะสามารถทำได้เพียงคว้าแชมป์ถ้วยเล็กอย่างลีกคัพได้ในอีก 2 ครั้งต่อมาในปี 1998-99, 2007-08 ซึ่งนั่นยังห่างไกลจากเป้าหมายและความคาดหวังของแฟนบอลรวมถึงบอร์ดบริหารของทีม

การบริหารและพัฒนาทีมของคนรุ่นใหม่

หลังจากดาเนี่ยล เลวี่ได้เข้ามารับตำแหน่งประธานสโมสรต่อจากเซอร์อลัน ชูการ์ เขาและกลุ่มอีนิคได้เปลี่ยนแปลงสเปอร์สไปอย่างมากมาย มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ทั้งในเรื่องการของทีมและนักเตะ และแม้ว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมาสเปอร์สจะไม่ได้แชมป์ระดับเมเจอร์รายการใด ๆ เลยแต่สเปอร์สก็ได้ยกระดับทีมขึ้นเป็นหัวแถวในพรีเมียร์ลีกส์ได้สำเร็จ และที่สำคัญที่สุดพวกเขาได้สร้างสนาม “ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์สเตเดี้ยม” ที่ทันสมัยสามารถจุแฟนบอลมากกว่า 60,000 ได้สำเร็จ

ชายชื่อ”เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่”

“พอช” เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่เป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของฟีฟ่าในปีล่าสุดร่วมกับเจอร์เก้น คล็อปป์แล เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทั้ง ๆ ที่ในชีวิตการเป็นโค้ชของโปเช็ตติโน่ เขายังไม่เคยคว้าแชมป์ใด ๆ ได้เลยแม้แต่รายการเดียว แต่การสร้างให้สเปอร์กลายเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลได้อย่างมีคุณภาพ น่าตื่นตาตื่นใจ ปลุกปั้นนักเตะชั้นนำขึ้นชุดเยาวชนหลายต่อหลายคนทั้ง แฮรี่ เคน, เดเล่ อัลลี, ไคล์ วอร์คเกอร์(ย้ายไปแมนฯซิตี้) และการพาทีมเข้าชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมาโดย ที่ไม่ซื้อนักเตะเพิ่มเลยแม้แต่คนเดียว ได้พิสูจน์ความสามารถในการทำทีมที่เขาได้เป็นอย่างดี

แชมป์แรกของพอช? กับความสำเร็จของสเปอร์ส

อย่างไรก็ดีในปีนี้สเปอร์สของพอชได้ทุ่มเงินแตะหลัก 100 ล้านปอนด์เพื่อแลกนักเตะชั้นนำมาร่วมทีม อย่างต็องกี เอ็นดองเบลเล่ กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสจากสโมสรลียง ที่ย้ายมาด้วยค่าตัวสถิติสโมสรกว่า 60 ล้านปอนด์, โจวานนี่ โล เซลโซ มิดฟิลด์ทีมชาติอาร์เจนตินา จากเรอัล เบติส ที่ย้ายมาด้วยสัญญายืมพร้อมออปชั่นซื้อขาด 45 ล้านปอนด์ ถึงจะเป็นการเสริมทัพที่ตรงจุด แต่สเปอร์สก็พบปัญหานักเตะหลายคนในทีมที่เริ่มอิ่มตัวกับทีม หรือใกล้หมดสัญญาอย่าง คริสเตียน อีริคเซ่น, โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลล์ และยาน แฟร์ทองเก้น ทำให้ทีมยังมีผลงานที่ไม่ดีเท่าที่ควรในพรีเมียร์ลีก โดยพลาดท่าพ่ายในบ้านกับนิวคาสเซิลอย่างชนิดหักปากกาเซียน พอชจะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร จะผ่านมันไปพร้อมกับสเปอร์สได้หรือไม่ในฤดูกาลที่เขาไม่สามารถหาคำแก้ตัวได้อีกแล้ว

 

post

ปีศาจแดงยุคใหม่กับโซลชา ในฐานะกุนซือ

หลังจากเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันรีไทร์จากเก้าอี้กุนซือ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 2012-13 ดูเหมือนบรมกุนซือชาวสก็อตแลนด์จะนำเอาความสำเร็จและจิตวิญญาณนักเตะติดตามไปกับเขาด้วย แมนฯยูไนเต็ดเปลี่ยนกุนซืออีกหลายต่อหลายคน ทุ่มเม็ดเงินเสริมนักเตะไปมหาศาล แต่กลับได้มาเพียงแชมป์เอฟเอคัพในปี 2015-16 และแชมป์ยูโรป้าคัพในปี 2016-17 เท่านั้น ดูเหมือนว่าช่วงเวลาอันมหัศจรรย์ที่เซอร์อเล็กซ์เคยร่ายมนตร์เอาไว้มันได้ผ่านพ้นไปเสียแล้ว

กุนซือใหม่หน้าเด็ก(เก่า)โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

กุนซือหนุ่มฉายา “เบบี้เฟซ” อย่างโซลชานับได้ว่าเป็นศิษย์ก้นกุฎิของเฟอร์กูสันอย่างแท้จริง ในสมัยที่เขาเป็นนักเตะของแมนฯยูไนเต็ด ได้สร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซเอาไว้ให้กับทีม แต่การได้รับโอกาสคุมทีมขวัญใจมหาชนอย่างแมนฯยูฯนั้น คงนำผลงานเก่า ๆ มาช่วยอะไรเขาได้ไม่มากนัก โซลชาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมอดย่างมากในช่วงที่รับงานคุมทีมชั่วคราวเมื่อปลายฤดูกาลก่อน แต่เมื่อได้รับการแต่งตั้งถาวรผลงานของทีมก็เริ่มดิ่งลงจนพลาดการทำอันดับไปเล่นในแชมเปียนส์ลีกในที่สุด

การเสริมทัพที่ดีกับปัญหาที่ยังคงมีอยู่

ในฤดูกาลนี้แมนฯยูฯ เสริมทัพอย่างตรงจุด โดยการดึง 2 นักเตะทีมชาติอังกฤษอย่างแฮร์รี่ แม็คไกวร์ด้วยค่าตัวสถิติโลกของกองหลัง 80 ล้านปอนด์, อารอน วาน-บิสซาก้า แบ็คขวา 50 ล้านปอนด์ และแดเนี่ยล เจมส์ปีกจรวดทีมชาติเวลส์จากสวอนซี 15 ล้านปอนด์ ซึ่งทุกคนต่างทำผลงานได้ดีตั้งแต่เปิดฤดูกาล แต่นั่นยังไม่เพียงพอที่จะยกระดับของทีมกับแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ให้หมดไปได้ ไม่ว่าจะเรื่องข่าวการย้ายทีมของปอล ป็อกบานักเตะระดับโลกคนเดียวที่แมนยูมีในปัจจุบัน แนวรุกที่เต็มไปด้วยนักเตะอายุน้อยอย่างเจมส์, แรชฟอร์ด และมาร์กซิยาลที่ฟอร์มไม่ต่อเนื่อง สปิริตของทีมที่ไม่เหมือนก่อน นักเตะบางคนยังสนใจเล่นเพื่อตัวเองมากกว่าทีม บางคนเล่นเพื่อทีมแต่ฝีเท้ายังต้องพัฒนาอีกมาก คือปัญหาต่าง ๆ ที่โซลชาต้องเร่งแก้ไข

การเดิมพันมีผลต่อทั้งโซลชาและเหล่าแฟนบอล

ไม่เพียงแต่กับโซลชาเท่านั้นที่ต้องเดิมพันอนาคตของตนเอง แฟนบอลของทีมก็เช่นกัน เพราะแน่นอนว่าในต่างประเทศนั้น แฟนบอลไม่น้อยที่ชมเกมไปพร้อมกับการวางเดิมพันอย่างถูกกฎหมายด้วยทุกครั้ง ในขณะที่ฟอร์มทีมของตัวเองเป็นแบบนี้ ครั้นจะให้ไปวางเดิมพันตรงข้ามก็ดูจะไร้ศักดิ์ศรีมาก ซึ่งตรงนี้เองที่มีแฟนบอลไม่น้อยเลือกที่จะไม่วางเดิมพันเลยดีกว่า ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นงานหนักเหมือนกัน ที่โซลชาต้องเรียกศรัทธาทั้งหมดกลับมาให้ได้

เป้าหมายของบอร์ดบริหารและเวลาของโซลชา

แมนฯยูฯใช้เงินเสริมทัพไปแล้วราว 150 ล้านปอนด์ แต่พวกเขาก็ได้เงินจากการขายลูกากูกองหน้าคนเก่าของทีมมากถึง 75 ล้านปอนด์เช่นกัน และยังลดค่าใช้จ่ายบางส่วนจากการปล่อยยืมอเล็กซิส ซานเชซที่มีค่าเหนื่อยนสุดโหดอีกด้วย แมนฯยูฯจึงควรซื้อนักเตะอีกอย่างน้อย 2 ตำแหน่งให้กับทีม ตำแหน่งแรกที่ควรเสริมอย่างมากคือเพลย์เมคเกอร์ การดื้อใช้เจสซี่ ลินการ์ด นักเตะที่ไม่เคยมีส่วนร่วมในทุกประตูที่แมนฯยูฯยิงได้เลยกว่า 8 เดือนในตำแหน่งเบอร์ 10 คงถึงเวลาแล้วที่สโมสรระดับแมนยูต้องมีนักฟุตบอลที่ดีกว่านี้ กองหน้าคืออีกตำแหน่งที่ควรจะซื้อเพิ่ม เนื่องจากในปัจจุบันมีจำนวนน้อยเกินไป หลังจากดาวยิงทีมชาติเบลเยียมได้ย้ายออกไป หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดบริหารอย่างที่ควรจะเป็น ทีมของโซลชาก็คงลำบากที่จะพาทีมกลับไปเล่นแชมเปียนส์ลีกหรือลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกก็ตาม เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันใช้เวลาถึง 7 ปีในการพาทีมเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษสมัยแรก แต่สำหรับโซลชาแล้ว เวลาของเขาอาจมีเพียงฤดูกาลนี้เท่านั้น หรือบางทีเขาก็คือแพะของบอร์ดบริหารเหมือนกุนซือหลายคนที่ผ่านมา

 

post

ลิเวอร์พูลพร้อมล้างอาถรรพ์เดินหน้าคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 19

สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งเมื่อปี 1892 เกือบหนึ่งร้อยปีต่อมา ลิเวอร์พูลคือ สโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุด ในประเทศอังกฤษ ในปี 1989-90 คือครั้งสุดท้ายที่ลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ลีกได้เป็นสมัยที่ 18 ซึ่งในตอนนั้นแมนฯยูไนเต็ดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้เพียง 7 สมัยเท่านั้น แต่หลังจากที่ดิวิชั่นหนึ่งอังกฤษได้เปลี่ยนชื่อเรียกมาเป็นพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลกลับไม่เคยคว้าแชมป์ได้เลยตลอดระยะเวลาร่วม 30 ปี กลับกลายเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทีมคู่ปรับต่างเมืองสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกหรือดิวิชั่น 1 เดิมได้อีกถึง 13 สมัย ขึ้นเป็นทีมที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดในเมืองผู้ดีแทน  ที่ลิเวอร์พูลได้จนถึงปัจจุบันอย่างไม่น่าเชื่อ และหลังจากนั้นลิเวอร์พูลไม่เคยได้อยู่ในตำแหน่งนั้นอีกเลย จนกระทั่งเริ่มมีความหวังหลังจากได้โค้ชคนใหม่ชื่อ “เจอร์เก้น คล็อป”

เมื่อเหล่าพลพรรคหงส์แดงกลายร่างเป็นฝูงหมาป่า

หลังจากที่ลิเวอร์พูลต้องล้มเหลวกับการเริ่มต้นใหม่อยู่หลายครั้ง และทำได้เพียงเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์เพรีเมียร์ลีกเท่านั้น ลิเวอร์พูลก็กลับมาเป็นทีมที่น่าเกรงขามอีกครั้ง ด้วยสไตล์การเล่นแบบ “เกเก้น” ฟุตบอลของเจอร์เก้น คลอปป์ที่เคยทำสำเร็จที่ดอร์ทมุนด์มาแล้ว ระบบการเล่นของคล็อปป์จะเป็นการเข้ารุมเพรสซิ่งเพื่อแย่งบอลคู่แข่ง เปรียบเสมือนฝูงหมาป่าที่ล้อมเหยื่อของมันไว้ ทำให้คู่แข่งของลิเวอร์พูลครองบอลไม่ได้และมีโอกาสเสียบอลได้ตลอดเวลา การเล่นที่ทุ่มเท ดุดัน และเร้าใจได้ปลุกสปิริตของทีมที่เคยหายไปช่วงนึงได้กลับมาฟื้นคืนอีกครั้ง

นี่คือลิเวอร์พูลที่ดีที่สุดตลอดกาลทีมหนึ่ง

ลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ทำสถิติสโมสรชนะรวดติดต่อกัน 12 นัดติด และไม่แพ้ใครเลยในศึกพรีเมียร์ลีกมา 21 นัดติดต่อกัน ทีมประกอบไปด้วยนักเตะระดับท็อปอย่างอลิสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติบราซิลซึ่งเพิ่งคว้ารางวัล 3 ถุงมือทองคำได้เป็นคนแรก, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ นักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกที่กำลังจะกลายเป็นกองหลังคนแรกของลิเวอร์พูลที่มีโอกาสคว้าบัลลงดอร์ แผงกองกลางที่เล่นกันได้อย่างเข้าขา ลงตัวไม่ว่าจะจัดใครลงมาเล่นก็ตาม 3 ประสานแดนหน้าอย่างมาเน่, ซาลาร์ และฟีร์มีโน่ ที่พร้อมจะสร้างความลำบากใจให้แผงหลังทุกทีมไม่ว่าทีมใดก็ตาม

แชมป์ยุโรป 6 สมัยกลับพรีเมียร์ลีก

ลิเวอร์พูลคือแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกปีล่าสุดที่สร้างรายได้ให้เหล่านักพนันอย่างเป็นกอบเป็นกำในฤดูกาล 2018-2019 เรียกได้ว่าถือหางหงส์แดงไว้แทบไม่มีเสียเดิมพัน พวกเขาได้แชมป์ถ้วยใบใหญ่สุดในยุโรปนี้ถึง 6 สมัยมากกว่าโดยมีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่คว้าแชมป์ได้ 3 สมัย เป็นอันดับรองลงมาเท่านั้น แต่มันอาจจะไม่เพียงพอสำหรับลิเวอร์พูลและแฟนบอลของพวกเขา เพราะ 30 ปีกับการรอคอยแชมป์ลีกสูงสุดมันยาวนานเกินไป ต้องยอมรับว่าคู่แข่งในการลุ้นแชมป์อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือทีมที่เล่นได้เข้าขั้นสมบูรณ์แบบเลยทีเดียวในปัจจุบัน ลิเวอร์พูลจึงจำเป็นต้องสร้างความผิดพลาดให้น้อยที่สุด หลังจากเมื่อฤดูกาลตามหลังแมนฯซิตี้เพียงหนึ่งแต้มเท่านั้น และในฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลเก็บชัยชนะได้ครบทั้ง 4 นัดนำคู่ปรับร่วมลีกแมนเชสเตอร์ซิตี้ 2 คะแนน แม้ระยะทางที่ยังอีกยาวไกล แต่หากลิเวอร์พูลยังคงรักษาอันดับในตารางเอาไว้ได้ ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกคงไม่ไกลเกินเอื้อมอีกแล้ว โอกาสเป็นของพวกเขาแล้ว

 

post

เชลซีสิงโตน้ำเงิน (รอ)คำราม

หลังจากกุนซือชาวอิตาเลียนอันโตนิโอ คอนเต้พาเชลซีทำสถิติคว้าชัยชนะ 12 นัดรวดพร้อมเข้าป้ายคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมากมายในทุกปี ทั้งกุนซือและนักเตะภายในทีม โดยเฉพาะฤดูกาลล่าสุดทีมได้ขายเอแด็ง อาซาร์ไปด้วยค่าตัวสถิติสโมสร 130 ล้านปอนด์ให้แก่เรอัล มาดริดในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล และยังเสียเมาริซิโอ ซาร์รี่กุนซือผู้พาทีมคว้าแชมป์ยูโรป้าคัพเมื่อฤดูกาลก่อนให้แก่ยูเวนตุส วันนี้ทีมต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับกุนซือป้ายแดงที่เป็นตำนานของทีมอย่าง “แฟรงค์ แลมพาร์ด”

เสียอาซาร์ในเวลาที่ติดโทษแบนซื้อ-ขายนักเตะ

การติดโทษแบนซื้อ-ขายนักเตะของเชลซีทำให้ในฤดูกาลนี้พวกเขาไม่สามารถเซ็นนักเตะใหม่ได้เลย แต่ยังถือว่าเป็นโชคดีที่เชลซีมีดาวรุ่งฝีเท้าเยี่ยมอยู่มากมายที่พร้อมขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่อย่างถาวร ทั้งคัลลั่ม ฮัดสัน โอดอยส์, เมสัน เมาท์ และแทมมี่ อับราฮัม จึงนับได้ว่ายังเป็นข่าวดีอยู่บ้าง แม้จะต้องเสียเอแด็ง อาซาร์และดาบิด ลุยซ์ 2 นักเตะหลักในรอบหลายปีของทีมออกไปในช่วงเวลานี้ก็ตาม

เชลซีของแฟรงค์ แลมพาร์ด

การเลือกแฟรงค์ แลมพาร์ดอดีตมิดฟิลด์ผู้เป็นเจ้าของสถิติทำประตูสูงสุดตลอดกาลของเชลซีมาเป็นผู้จัดการทีมนั้น สื่อต่าง ๆ ในอังกฤษและแฟนบอลจำนวนไม่น้อยออกอาการเป็นห่วงว่าอดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษผู้นี้จะเอาชื่อมาทิ้งไว้เสียเปล่า ๆ แลมพาร์ดมีประสบการณ์การคุมทีมน้อยมาก โดยมีเพียงพาทีมดาร์บี้ เคาน์ตี้ทีมระดับแชมเปี้ยนชิพเข้าชิงเพลย์ออฟก่อนพ่ายแพ้ให้แก่แอสตัน วิลล่าอดเลื่อนชั้นขึ้นมาพรีเมียร์ลีกในท้ายที่สุด อย่างไรก็ดีในช่วงเวลา เชลซีที่ติดโทษแบนการซื้อ-ขายนักเตะและเสียนักเตะคนสำคัญของทีมออกไป คงเป็นการยากที่กุนซือมีชื่อเสียงคนอื่น ๆ จะเสี่ยงมาคุมทีมในเวลานี้

เป้าหมายของทีมและการคาดหวังของแฟนบอลเชลซีในฤดูกาลนี้

การเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกโดยการบุกไปแพ้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดถึง 4-0 มันคือฝันร้าย   ดี ๆ นี่เอง และแม้ทีมของแลมพาร์ดจะเล่นได้อย่างดีทีเดียวในแมทช์ต่อมาก็ไม่วายต้องมาพ่ายนัดชิงแชมป์ซุปเปอร์คัพให้แก่     ลิเวอร์พูลด้วยการดวลจุดโทษอีก ทั้ง ๆ ที่ในเวลา120 นาทีพวกเขาควรจะเป็นผู้ชนะเสียมากกว่าด้วยซ้ำ ปัจจุบันพวกเขาเล่นพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ไปแล้ว 4 นัด มี 5 แต้มอยู่ในอันดับที่ 7 ของตารางห่างจากจ่าฝูงลิเวอร์พูล 5 คะแนน หากทีมของแลมพาร์ดยังคงเล่นฟุตบอลได้อย่างกล้าหาญดังเช่นปัจจุบัน การลุ้นโควต้าแชมเปียนส์ลีกที่หวังไว้คงไม่ไกลเกินเอื้อม ดังเช่นฤดูกาลก่อนที่เล่นได้อย่างกระท่อนกระแท่นในบางช่วงเวลา แต่สุดท้ายพวกเขาก็คว้าอันดับ 3 ในลีกและคว้าแชมป์ยูโรป้าคัพได้สำเร็จ

 

post

เรือใบจับติ้วเบาหวิวพร้อมแล่นฉิวซิวชปล.ครั้งแรก

“เรือใบสีฟ้า”แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โคตรทีมมิลเลี่ยนแนร์แห่งเวทีพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ถูกจับสลากมาอยู่กลุ่มซีที่เบากว่าใครในทีมพรีเมียร์ลีกด้วยกัน ร่วมกับชัคตาร์ โดเน็ตส์(ยูเครน), ไดนาโม ซาเกร็บ(โครเอเชีย) และอตาลันต้า(อิตาลี) ที่เพิ่งได้ลงทำศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร ทำให้โอกาสผ่านเข้ารอบต่อไปของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่เหมา 3 แชมป์ในซีซั่นที่ผ่านมาจากอังกฤษดูสดใสเหลือเกินในฐานะแชมป์กลุ่ม

ทีมที่สมบูรณ์เต็มไปด้วยความสมดุล

แมนเชสเตอร์ ซิตี้เสริมทัพไม่มาก แต่ได้นักเตะที่ลงตัวและทดแทนกันได้ในตำแหน่งที่ต้องการ โดยในปีนี้ทีมได้  “โรดรี้” มิดฟิลด์ทีมชาติสเปนจากแอตเลติโกมาดริดเข้ามา เพื่อเป็นตัวแทนแฟร์นันดินโญ่ที่เริ่มอายุมากขึ้น และโรดรี้ก็ไม่ปล่อยให้แฟนบอลเรือใบสีฟ้าต้องรอนาน เขาปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างรวดเร็วและโชว์ฟอร์มได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากโรดรี้แล้ว แมนฯซิตี้ได้คว้าชูเอา คันเซโล่แบ็คขวาทีมชาติโปรตุเกสซึ่งมีปีที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาลที่ผ่านมากับยูเวนตุส แต่โชคร้ายที่เขาไม่ใช่นักเตะที่เมาริซิโอ ซาร์รี่โค้ชคนใหม่ของยูเวนตุสต้องการ นั่นกลายเป็นโชคดีของแมนซิตี้ที่ได้เขามาร่วมทีมเพื่อโรเตชั่นในตำแหน่งแบ็คขวาของไคล์ วอคเกอร์ที่เป็นกำลังหลักของทีมมาตลอดจะได้พักบ้าง ทำให้แมนฯซิตี้ในชุดปัจจุบันลงตัวและมีนักเตะทดแทนกันได้อย่างกลมกลืนแทบทุกตำแหน่ง

ฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรง

ฤดูกาลที่แล้วแมนฯ ซิตี้สร้างประวัติศาสตร์คว้าทุกแชมป์ในการลงเล่นบนเกาะอังกฤษได้เป็นทีมแรก และยังคง โชว์ฟอร์มได้ร้อนแรงมาตลอดตั้งแต่เปิดฤดูกาลเป็นต้นมา แม้จะสะดุดเสมอสเปอร์ส 2-2 ในบ้านหลังถูก VAR ปฏิเสธการได้ประตูชัย (อีกแล้ว) แต่ฟอร์มการเล่นของทีมยังร้อนแรง เกมรุกที่หลากหลายลงตัว ยากแก่การต้านทาน ไม่ว่า “เป๊บ กวาร์ดิโอล่า” จะจัดใครลงเล่น นับว่าเป็นยอดทีมแห่งยุคอย่างแท้จริง แมนฯ ซิตี้ได้ถูกจัดเป็นเต็งหนึ่งในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้จากทุกบริษัทรับพนันถูกกฎหมาย แม้ว่าทีมยังไม่เคยแม้แต่จะเข้าชิงถ้วยใบนี้เลยก็ตาม

เต็งหนึ่งแชมเปียนส์ลีก

ด้วยขุมกำลังที่เพียบพร้อมไปทุกตำแหน่ง ฟอร์มการเล่นที่กำลังเข้าฝัก หรือมันสมองของกุนซือที่ว่ากันว่าเก่งที่สุดในโลกในปัจจุบันอย่างเป๊ป กวาร์ดิโอล่า หากทีมยังคงรักษาฟอร์มการเล่นได้เช่นนี้ และไม่โชคร้ายเกินไปนักเหมือนเช่นฤดูกาลก่อนที่ VAR พรากโอกาสเข้ารอบไปจากพวกเขาไปช่วงทดเวลาเจ็บในสนาม “เอติฮัต สเตเดี้ยม” ของพวกเขาเองอย่างบอบช้ำ เชื่อว่าถ้วยบิ๊กเอียร์ที่แฟนเรือใบสีฟ้าปรารถนาคงไม่หลุดมือไปจากพวกเขาแน่นอน

 

post

เอฟเวอร์ตันเดิมพันครั้งสำคัญกับมาร์โก ซิลวา

เอฟเวอร์ตันคืออีกหนึ่งสโมสรในเมืองลิเวอร์พูล และเป็นสโมสรที่เก่าแก่ลำดับต้น ๆ ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ โดยมีอายุกว่า 141 ปีแล้วในปัจจุบัน เป็นทีมที่มีฐานแฟนบอลเหนียวแน่นและประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมหนึ่งในเกาะอังกฤษโดยคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 (พรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน) ได้ถึง 9 สมัย, เอฟเอคัพอีก 5 ครั้ง รวมถึงแชมป์คัพ วินเนอร์คัพอีก 1 ครั้ง    มีนักเตะระดับตำนานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแกรี่ลินิเกอร์, พอล แกสคอยน์ ฯลฯ แต่หลังจากที่ห่างหายความสำเร็จไปเป็นเวลานาน แฟนบอลทอฟฟี่สีน้ำเงินดูจะกลับมามีความหวังอีกครั้งหลังจาก “ฟาฮาด โมชิรี” นักธุรกิจมหาเศรษฐีผู้รักฟุตบอลชาวอิหร่านเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสร

การเสริมทัพยอดเยี่ยม

“ฟาร์ฮาด โมชิริ” เจ้าของสโมสรคนปัจจุบันมีทรัพย์สินกว่า 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ เขาทำให้สโมสรที่เคยเป็นหนี้สินแห่งนี้ กลายเป็นสโมสรที่ร่ำรวยติดอันดับในยุโรปทันที แต่นั้นคงไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เขาทำเพื่อเอฟเวอร์ตันอย่างจริงใจ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงสนามกูดิสัน ปาร์คให้ทันสมัย และรองรับแฟนบอลได้มากขึ้น การจ้างทีมงานบริหารที่มีความเป็นมืออาชีพสูง และการซื้อนักเตะเข้ามาร่วมทีมในฤดูกาลนี้ที่ได้รับการชื่นชมจากสื่อและแฟนบอลเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออังเดร โกเมสจากบาร์เซโลน่ามาร่วมทัพอย่างถาวรด้วยราคาเพียง 22 ล้านปอนด์, ฟาเบียน เดลฟ์ มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษจากแมนฯซิตี้, ฌิบริล ซิดิเบ้ แบ็คฝีเท้าดีจากโมนาโก, มอยเซ่ คีน กองหน้าดาวรุ่งจากยูเวนตุสและอเล็กซ์ อิโวบี้ปีกดาวรุ่งจากอาร์เซนอล ซึ่งแม้ในบางรายจะไม่ได้เปิดเผยค่าตัวแต่คาดว่าค่าตัวรวมกันมากกว่า 100 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

ฤดูกาลที่ 2 กับมาร์โก ซิลวา

มาร์โก ซิลวาวัย 42 ปีเป็นโค้ชชาวโปรตุเกส สร้างชื่อกับการคุมทีมฮัลล์ ซิตี้ก่อนย้ายมาคุมวัตฟอร์ดและเอฟเวอร์ตันในปัจจุบัน เป็นผู้จัดการทีมดาวรุ่งที่น่าจับตามองคนหนึ่งในวงการลูกหนังอังกฤษ แต่การคุมทีมเอฟเวอร์ตันย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อเป้าหมายสูงสุดของทีมคือการไปเล่นฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ถึงเวลาที่มาร์โก ซิลวาจะต้องแสดงฝีมือให้ทุกคนเห็นได้เห็นว่าตัวเขามีดีแค่ไหน หลังจากได้คุมเอฟเวอร์ตันที่มีองค์ประกอบดีกว่าทุกทีมที่เขาเคยคุมมา หรือไม่เวลาของเขาก็อาจจะเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ปัจจุบันเอฟเวอร์ตันอยู่ในอันดับที่ 6 ร่วมกับ อาร์เซนอล โดยมีแต้มห่างจากจ่าฝูงลิเวอร์พูลอยู่ 5 คะแนน พวกเขาเก็บชัยชนะได้ 2 นัดเสมอ 1 นัดและพ่ายแพ้ต่อแอสตัน วิลล่าที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาอย่างน่าเสียดาย หลังจบฤดูกาลเราคงได้รู้ว่าการทุ่มเงินเสริมนักเตะอย่างมหาศาลของโมชิริจะให้ผลตอบแทนอะไรกับพวกเขาบ้าง และปีหน้าเอฟเวอร์ตันยังคงมีผู้จัดการทีมที่ชื่อ “มาร์โก ซิลวา” อยู่อีกหรือไม่?